Tiktok ประกาศรุกตลาด E-commerce มูลค่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ทั่วเอเชียแปซิฟิก ผู้ซื้อเกือบ 100% ตัดสินใจภายใน 1 นาที 

Tiktok กลายเป็น platform ที่โตเร็วที่สุดในประวัติกาล นับตั้งแต่ก่อตั้งมา 6 ปีและปีนี้ก็ประกาศรุกด้านช้อปปิ้งบนเนื้อหาความบันเทิงที่เป็นจุดแข็งของแพลตฟอร์ม ผ่านการแถลงข่าว Tiktok’s Shoppertainment Summit 2023 

สำนักข่าว Bloomberg เคยรายงานเป้าหมายการเติบโตของแพลตฟอร์ม Tiktok ว่าปีนี้จะโต 5 เท่า  เราลองมาดูการเติบโตของยอดช้อปปิ้งภายในแอป Tiktok ผ่าน website statista.com  ตั้งแต่ Tiktok เปิดให้บริการมาได้ 2 ก็เติบโตถึง 2 เท่าตัว และโตแบบก้าวกระโดดถึง  4 เท่า! ในปี 2020 และเพิ่มอีก 2 เท่า ในปี 2021  

นางสาว สิรินิธิ์ วิรยศิริ Head of Business Marketing ของ Tiktok ประเทศไทยบอกว่าสำหรับแพลตฟอร์ม tiktok ในประเทศไทยปีนี้เรามีเป้าหมายที่จะผลักดันและสนับสนุนให้ content creator ทำรายได้จากการสร้างสรรค์เนื้อหาที่เป็นแนวบันเทิงและผู้ประกอบการที่สนใจขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์ม

Head of Business Marketing ได้แนะนำถึงกลยุทธ์ 3R ที่จะสร้างคอนเท้นให้โดดเด่นประกอบไปด้วย 

  1. Recut นำเนื้อหาคลิปหรือคอนเท้นต์จากแพลตฟอร์มอื่นมาตัดต่อให้เข้ากับสัดส่วนภาพของ tiktok 
  2. Remix การนำเอาเนื้อหามาเล่าเรื่องใหม่โดย content creator 
  3. Reimagine คิดใหม่ทำใหม่ผ่านฟีเจอร์ของ tiktok เพื่อให้คนมีส่วนร่วม

สำหรับจุดแข็งของการช้อปปิ้งผ่านแพลตฟอร์ม Tiktok คือผู้ติดตามมีความเชื่อใน Influencer ที่มีอิทธิพลในการตัดสินใจ โดยการวิจัยร่วมกันระหว่าง Tiktok และ Boston Consulting Group(BCG) ระบุว่าเทรนด์ Shoppertainment จะนำมาซึ่งโอกาสทางธุรกิจ มูลค่า 1 ล้านล้าน ดอลล่าร์ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกภายในปี 2025 และงานวิจัยยังพบว่า 81%  ของผู้ใช้พบว่า คอนเทนต์ที่ได้รับชมมีผลต่อการซื้อสินค้าในครั้งล่าสุดวัดได้จาก 97% ของลูกค้าใน Tiktok ตัดสินใจซื้อของ ภายใน 1 นาที และที่สำคัญเรามีกลยุทธ์ไร้รอยต่อ ไม่ต้องสลับแอปไปมาระหว่างเลือกซื้อของและการชำระค่าสินค้า

“แรงดึงดูดที่สำคัญของแอปเรา ก็คือ การส่งสินค้าฟรี การมีคูปองราคาพิเศษ เก็บเงินปลายทาง” นางสาว สิรินิธิ์ วิรยศิริกล่าว และยังบอกอีกว่ากลุ่มสินค้ายอดนิยมบนแพรตฟอร์ม 3 อย่างคือ สินค้าแฟชั่นและเครื่องประดับ, สินค้าอาหารและเครื่องดื่ม, และสินค้าประเภทความสวยความงามและผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย

LATEST NEWS

ทรู คอร์ปอเรชั่น เผยผลประกอบการปี 2566 กำไร EBITDA ดีต่อเนื่อง 4 ไตรมาส รายได้รวมโต ผล Synergy เกินเป้า

บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) รายงานผลประกอบการปี 2566 รายได้รวมจากธุรกิจหลักเติบโตดีขึ้นทั้งจากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และบริการออนไลน์ พร้อมยอดผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มขึ้น  มูลค่า Synergy ปี 2566 ได้เกินเป้าหมายจากการเร่งการดำเนินการตามแผนงานสำคัญต่างๆ  โดย EBITDA เพิ่มขึ้นเป็นไตรมาสที่ 4 ติดต่อกันเป็นผลมาจากการรับรู้ผลประโยชน์จากการควบรวม (Synergy) และการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยกระดับความเชื่อมั่นเรื่อง short selling และ program trading รวมถึงมาตรการเพิ่มการเปิดเผยข้อมูลแก่สาธารณชน

ตามที่คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการประชุมเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2567 ได้มีมติอนุมัติในหลักการให้
นำผลการศึกษากฎหมาย กฎเกณฑ์ และแนวทางการกำกับดูแลของตลาดหลักทรัพย์ชั้นนำในต่างประเทศมาใช้ประกอบการพิจารณาปรับปรุงแนวทางการกำกับดูแลการขายชอร์ต (short selling) และการใช้คอมพิวเตอร์ส่งคำสั่งซื้อขาย (program trading) ของตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อยกระดับการกำกับดูแลและเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุนทุกประเภทนั้น  

SKR ควัก 370 ลบ. จ่ายเงินปันผล 0.18 บาท/หุ้น โชว์ผลงานไตรมาส 4/66 รายได้-กำไรสุทธิแกร่ง หนุนทั้งปี 2566 กำไรสุทธิแตะ 891 ลบ. 

บอร์ด SKR ไฟเขียวควัก 370 ล้านบาทจ่ายเงินปันผล 0.18 บาท/หุ้นโชว์ผลงานไตรมาส 4/66 แข็งแกร่งทั้งรายได้-กำไรสุทธิหนุนภาพรวมทั้งปี 66 กำไรสุทธิแตะ 891 ล้านบาท พร้อมรักษาอัตรากำไร 15.23% สูงกว่าภาพรวมอุตสาหกรรม ปักหมุดรายได้ปี 67 โตทะลุ 6,500 ล้านบาท จากแผนเดินหน้าพัฒนาศักยภาพทางการแพทย์รองรับการเติบโตเคสผ่าตัดโรคยากซับซ้อน พร้อมต่อยอดโรงพยาบาลเฉพาะทาง 24 ชั่วโมงภายใต้การดำเนินงานตามกลยุทธ์ “Single Quality to Multiple Transform”

RELATED