บัญชีม้าเงินเทา เจอด่านใหม่ธปท. ผนึก 11 เครือข่ายการเงินปิดช่องโหว่ธุรกรรมผิดกฎหมาย

ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นายวิทัย รัตนากร แถลงข่าวการ จับมือกับผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับ ขับเคลื่อน “กรอบความร่วมมือเพื่อป้องกันธุรกรรมผิดกฎหมายในภาคการเงิน” หรือ Framework for Safeguarding the Financial Sector from Illicit Activities

เป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนจากการตามแก้ปัญหาหลังเกิดเหตุ มาเป็นการเฝ้าระวัง ตรวจจับ และป้องกันเชิงรุก เพื่อไม่ให้ภาคการเงินถูกนำไปใช้กับการกระทำผิดกฎหมายในรูปแบบต่าง ๆ

📌ไม่ใช่หน้าที่เฉพาะฝ่ายตรวจสอบ แต่ต้องเริ่มจากระดับนโยบาย

หัวใจของกรอบความร่วมมือนี้ คือแต่ละองค์กรต้องยกระดับการป้องกันธุรกรรมผิดกฎหมายให้เป็นส่วนหนึ่งของทิศทาง นโยบาย ธรรมาภิบาล และการกำกับดูแลกิจการขององค์กร

โดยเรื่องนี้จะต้องไม่ใช่ภาระของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือรอให้เกิดความเสียหายแล้วค่อยเข้ามาจัดการ แต่ต้องวางระบบป้องกันตั้งแต่ต้นทาง และมีมาตรฐานขั้นต่ำที่เหมาะสมกับลักษณะของแต่ละธุรกิจ

มาตรการต่าง ๆ ยังต้องปรับอย่างต่อเนื่อง เพราะมิจฉาชีพและขบวนการเงินผิดกฎหมายไม่ได้ใช้วิธีเดิมตลอดเวลา เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยน รูปแบบการกระทำผิดก็เปลี่ยนตาม ระบบป้องกันจึงต้องเคลื่อนให้เร็วพอที่จะรับมือ

📌เชื่อมข้อมูล ปิดช่องว่างที่คนร้ายใช้หลบหนี

หนึ่งในจุดสำคัญที่สุดคือการนำข้อมูล เทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญของแต่ละหน่วยงานมาใช้ร่วมกัน เพื่อเฝ้าระวังและตรวจจับธุรกรรมที่มีความเสี่ยง

หน่วยงานที่เข้าร่วมจะแลกเปลี่ยนข้อมูล องค์ความรู้ รูปแบบการกระทำผิด สัญญาณเตือนภัย และแนวปฏิบัติที่ดีระหว่างกัน

เหตุผลก็เพราะธุรกรรมทุจริตในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น เงินอาจถูกส่งผ่านหลายบัญชี หลายผู้ให้บริการ หรือหลายธุรกิจ เพื่อทำให้การติดตามยากขึ้น รวมถึงอาศัยช่องว่างทางกฎหมายหรือช่องว่างในการทำงานระหว่างหน่วยงานเป็นเครื่องมือ

ดังนั้น หากแต่ละหน่วยงานมองเห็นข้อมูลเพียงบางส่วน ก็อาจเห็นแค่ “จุดเล็ก ๆ” แต่เมื่อเชื่อมข้อมูลเข้าด้วยกัน เส้นทางของเงินและพฤติกรรมผิดปกติอาจปรากฏชัดขึ้น

📌📌ธปท. เตรียมยกระดับการตรวจลูกค้าและคู่ค้า

ในส่วนของ ธปท. จะยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลทั้งระบบ ครอบคลุมตั้งแต่การตรวจสอบลูกค้าและคู่ค้า การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวัง ไปจนถึงการตรวจจับธุรกรรมที่มีความเสี่ยง

นอกจากนี้ ยังเตรียมเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปิดช่องโหว่ที่อาจถูกใช้ในการกระทำผิด พร้อมพัฒนามาตรการให้เท่าทันความเสี่ยงรูปแบบใหม่ และส่งเสริมให้ประชาชนรู้เท่าทันภัยทางการเงินมากขึ้น

⁃ 11 เครือข่ายการเงินเข้าร่วม ยกระดับตั้งแต่ KYC ถึงฐานข้อมูลบุคคลเสี่ยง

กรอบความร่วมมือครั้งนี้มีผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับของ ธปท. เข้าร่วมทั้งหมด 11 หน่วยงาน ประกอบด้วย

• สมาคมธนาคารไทย หรือ TBA
• สมาคมธนาคารนานาชาติ หรือ AIB
• สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ หรือ GFA
• สมาคมการค้าผู้ให้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ไทย หรือ TEPA
• สมาคมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและบริการทางการเงิน หรือ TAFEXS
• อีก 6 สมาคมและชมรมของผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ หรือ Non-bank lender

มาตรการที่เตรียมดำเนินการร่วมกัน ได้แก่ การยกระดับการรู้จักและตรวจสอบลูกค้า หรือ KYC รวมถึงกระบวนการตรวจสอบลูกค้าทั้งในระดับปกติและระดับเข้มข้น หรือ CDD และ EDD

ขณะเดียวกัน จะเพิ่มการตรวจสอบธุรกรรมเงินสดที่มีความเสี่ยงสูง ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงตรวจจับธุรกรรมผิดปกติในเชิงรุก และพัฒนาฐานข้อมูลบุคคลเสี่ยงให้สามารถเชื่อมต่อกับระบบ Central Fraud Registry หรือ CFR

ภาคธุรกิจยังจะร่วมกันจัดทำคู่มือมาตรการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน รวมถึงการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย หรือ AML/CFT ตลอดจนใช้เครือข่ายชุมชนให้ความรู้และสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินแก่กลุ่มเปราะบาง

⁃ คนสุจริตต้องไม่ถูกกระทบเกินจำเป็น

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มความเข้มงวดไม่ได้หมายความว่าจะตรวจเข้มจนประชาชนทั่วไปเข้าถึงบริการทางการเงินได้ยากขึ้น

ธปท. ระบุชัดว่า การดำเนินมาตรการต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้สุจริต ควบคู่กับการรักษาการเข้าถึงบริการทางการเงิน การแข่งขันอย่างเป็นธรรม และการส่งเสริมนวัตกรรม

ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญ เพราะระบบป้องกันต้องเข้มพอที่จะจับความผิดปกติ แต่ต้องแม่นยำพอที่จะไม่สร้างภาระหรือความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนและธุรกิจที่ดำเนินการอย่างถูกต้อง

📌จาก “ไล่ตามเงิน” สู่ “สกัดก่อนเงินหาย”

ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มขั้นตอนตรวจสอบ แต่เป็นความพยายามสร้างแนวป้องกันร่วมกันทั้งระบบ ตั้งแต่ธนาคาร สถาบันการเงินของรัฐ ผู้ให้บริการชำระเงิน ธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตรา ไปจนถึงผู้ให้บริการสินเชื่อนอนแบงก์

เป้าหมายปลายทางคือปิดช่องโหว่ที่ทำให้เงินจากการหลอกลวง การฟอกเงิน หรือกิจกรรมผิดกฎหมายสามารถไหลผ่านระบบได้ง่าย พร้อมยกระดับการคุ้มครองประชาชนและสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการเงินไทยในระยะยาว

แต่ด่านสำคัญหลังจากนี้คือ มาตรการที่ประกาศไว้จะถูกนำไปใช้จริงได้เร็วและแม่นยำเพียงใด การเชื่อมโยงข้อมูลจะครอบคลุมแค่ไหน และระบบจะสามารถวิ่งตามทันอาชญากรรมทางการเงินที่เปลี่ยนวิธีการทุกวันหรือไม่

เพราะในสงครามการเงินยุคใหม่ คนที่มองเห็นเส้นทางเงินได้ก่อน อาจเป็นคนที่หยุดความเสียหายได้ก่อนเช่นกัน

LATEST NEWS

GC เสนอขายหุ้นกู้ต่อประชาชนทั่วไป 2 ชุด อายุ 7 ปีที่อัตราดอกเบี้ย 2.65% ต่อปีและ 10 ปีที่อัตราดอกเบี้ย 3.00% ต่อปี พร้อมเดินหน้าบริหารโครงสร้างเงินทุนเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ผู้นำในธุรกิจเคมีภัณฑ์ระดับสากลและแกนนำธุรกิจเคมีภัณฑ์ของกลุ่ม ปตท. เสนอขายหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ ซึ่งผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิไถ่ถอนก่อนครบกำหนด ต่อประชาชนเป็นการทั่วไป (Public Offering) โดยหุ้นกู้แบ่งเป็น 2 ชุด ได้แก่ หุ้นกู้รุ่นอายุ 7 ปี อัตราดอกเบี้ย 2.65% ต่อปี และรุ่นอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.00% ต่อปี เปิดจองซื้อ 3 ช่วง ระหว่างวันที่ 14–21 กันยายน 2569 โดยหุ้นกู้ดังกล่าวได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ AA-(tha) จากฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569

WHART ทุ่ม 2.5 พันล้านฮุบ WGCL ล็อกสัญญาเช่า 30 ปี ชูจุดแข็งคลังสินค้า Built-to-Suit เคาะราคาขายสูงสุด 11.10 บาท เปิดจองหน่วยเพิ่มทุน 21 ก.ย.-1 ต.ค.

กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าดับบลิวเอชเอ พรีเมี่ยม โกรท (WHART) เดินหน้าขยายพอร์ตต่อเนื่องด้วยการเข้าลงทุนใน WGCL ศูนย์กระจายสินค้าระดับสากลบนทำเลยุทธศาสตร์ EEC มาบตาพุด จ.ระยอง มูลค่ารวมไม่เกิน 2,507.60 ล้านบาท สินทรัพย์คุณภาพสูงแบบ Built-to-Suit พื้นที่รวม 99,390 ตร.ม. พร้อมสัญญาเช่าระยะยาว 30 ปี ดันมูลค่าทรัพย์สินรวมทะลุ 56,000 ล้านบาท เปิดจองซื้อหน่วยทรัสต์เพิ่มทุน ผู้ถือหน่วยเดิมจอง 21 – 25 ก.ย. และประชาชนทั่วไป 28 ก.ย.-1 ต.ค.69 นี้

NER โดดเด่นครึ่งปีหลัง โบรกเกอร์เชียร์ “ซื้อ” เคาะราคาเป้าหมายสูงสุด 6.50 บาท รับอานิสงส์ราคายางฟื้น-Supply ตึงตัว คาดกำไรปี 69 แตะ 1.8 พันลบ. ชูจุดเด่น PE ต่ำกลุ่มสินค้า EUDR

นักวิเคราะห์แนะนำ “ซื้อ” หุ้น บมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) ให้ราคาเป้าหมายสูงสุด 6.50 บาท/หุ้น มองแนวโน้มผลการดำเนินงานครึ่งหลังปี 69 มีโอกาสฟื้นตัวโดดเด่น ตามทิศทางราคายางที่ปรับตัวสูงขึ้นจากภาวะ Supply ในตลาดที่ตึงตัว พร้อมมอง NER เป็นหนึ่งในผู้ผลิตยางแท่งไทยที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากมาตรการ EUDR ของยุโรป หากเริ่มบังคับใช้ ขณะที่คาดกำไรทั้งปีมีโอกาสแตะ 1.8 พันล้านบาท และราคาหุ้นยังมีจุดเด่นจากค่า PE ที่อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับกลุ่มผู้ผลิตสินค้า EUDR

RELATED