ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นายวิทัย รัตนากร แถลงข่าวการ จับมือกับผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับ ขับเคลื่อน “กรอบความร่วมมือเพื่อป้องกันธุรกรรมผิดกฎหมายในภาคการเงิน” หรือ Framework for Safeguarding the Financial Sector from Illicit Activities
เป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนจากการตามแก้ปัญหาหลังเกิดเหตุ มาเป็นการเฝ้าระวัง ตรวจจับ และป้องกันเชิงรุก เพื่อไม่ให้ภาคการเงินถูกนำไปใช้กับการกระทำผิดกฎหมายในรูปแบบต่าง ๆ
📌ไม่ใช่หน้าที่เฉพาะฝ่ายตรวจสอบ แต่ต้องเริ่มจากระดับนโยบาย
หัวใจของกรอบความร่วมมือนี้ คือแต่ละองค์กรต้องยกระดับการป้องกันธุรกรรมผิดกฎหมายให้เป็นส่วนหนึ่งของทิศทาง นโยบาย ธรรมาภิบาล และการกำกับดูแลกิจการขององค์กร
โดยเรื่องนี้จะต้องไม่ใช่ภาระของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือรอให้เกิดความเสียหายแล้วค่อยเข้ามาจัดการ แต่ต้องวางระบบป้องกันตั้งแต่ต้นทาง และมีมาตรฐานขั้นต่ำที่เหมาะสมกับลักษณะของแต่ละธุรกิจ
มาตรการต่าง ๆ ยังต้องปรับอย่างต่อเนื่อง เพราะมิจฉาชีพและขบวนการเงินผิดกฎหมายไม่ได้ใช้วิธีเดิมตลอดเวลา เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยน รูปแบบการกระทำผิดก็เปลี่ยนตาม ระบบป้องกันจึงต้องเคลื่อนให้เร็วพอที่จะรับมือ
📌เชื่อมข้อมูล ปิดช่องว่างที่คนร้ายใช้หลบหนี
หนึ่งในจุดสำคัญที่สุดคือการนำข้อมูล เทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญของแต่ละหน่วยงานมาใช้ร่วมกัน เพื่อเฝ้าระวังและตรวจจับธุรกรรมที่มีความเสี่ยง
หน่วยงานที่เข้าร่วมจะแลกเปลี่ยนข้อมูล องค์ความรู้ รูปแบบการกระทำผิด สัญญาณเตือนภัย และแนวปฏิบัติที่ดีระหว่างกัน
เหตุผลก็เพราะธุรกรรมทุจริตในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น เงินอาจถูกส่งผ่านหลายบัญชี หลายผู้ให้บริการ หรือหลายธุรกิจ เพื่อทำให้การติดตามยากขึ้น รวมถึงอาศัยช่องว่างทางกฎหมายหรือช่องว่างในการทำงานระหว่างหน่วยงานเป็นเครื่องมือ
ดังนั้น หากแต่ละหน่วยงานมองเห็นข้อมูลเพียงบางส่วน ก็อาจเห็นแค่ “จุดเล็ก ๆ” แต่เมื่อเชื่อมข้อมูลเข้าด้วยกัน เส้นทางของเงินและพฤติกรรมผิดปกติอาจปรากฏชัดขึ้น
📌📌ธปท. เตรียมยกระดับการตรวจลูกค้าและคู่ค้า
ในส่วนของ ธปท. จะยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลทั้งระบบ ครอบคลุมตั้งแต่การตรวจสอบลูกค้าและคู่ค้า การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวัง ไปจนถึงการตรวจจับธุรกรรมที่มีความเสี่ยง
นอกจากนี้ ยังเตรียมเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปิดช่องโหว่ที่อาจถูกใช้ในการกระทำผิด พร้อมพัฒนามาตรการให้เท่าทันความเสี่ยงรูปแบบใหม่ และส่งเสริมให้ประชาชนรู้เท่าทันภัยทางการเงินมากขึ้น
⁃ 11 เครือข่ายการเงินเข้าร่วม ยกระดับตั้งแต่ KYC ถึงฐานข้อมูลบุคคลเสี่ยง
กรอบความร่วมมือครั้งนี้มีผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับของ ธปท. เข้าร่วมทั้งหมด 11 หน่วยงาน ประกอบด้วย
• สมาคมธนาคารไทย หรือ TBA
• สมาคมธนาคารนานาชาติ หรือ AIB
• สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ หรือ GFA
• สมาคมการค้าผู้ให้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ไทย หรือ TEPA
• สมาคมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและบริการทางการเงิน หรือ TAFEXS
• อีก 6 สมาคมและชมรมของผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ หรือ Non-bank lender
มาตรการที่เตรียมดำเนินการร่วมกัน ได้แก่ การยกระดับการรู้จักและตรวจสอบลูกค้า หรือ KYC รวมถึงกระบวนการตรวจสอบลูกค้าทั้งในระดับปกติและระดับเข้มข้น หรือ CDD และ EDD
ขณะเดียวกัน จะเพิ่มการตรวจสอบธุรกรรมเงินสดที่มีความเสี่ยงสูง ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงตรวจจับธุรกรรมผิดปกติในเชิงรุก และพัฒนาฐานข้อมูลบุคคลเสี่ยงให้สามารถเชื่อมต่อกับระบบ Central Fraud Registry หรือ CFR
ภาคธุรกิจยังจะร่วมกันจัดทำคู่มือมาตรการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน รวมถึงการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย หรือ AML/CFT ตลอดจนใช้เครือข่ายชุมชนให้ความรู้และสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินแก่กลุ่มเปราะบาง
⁃ คนสุจริตต้องไม่ถูกกระทบเกินจำเป็น
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มความเข้มงวดไม่ได้หมายความว่าจะตรวจเข้มจนประชาชนทั่วไปเข้าถึงบริการทางการเงินได้ยากขึ้น
ธปท. ระบุชัดว่า การดำเนินมาตรการต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้สุจริต ควบคู่กับการรักษาการเข้าถึงบริการทางการเงิน การแข่งขันอย่างเป็นธรรม และการส่งเสริมนวัตกรรม
ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญ เพราะระบบป้องกันต้องเข้มพอที่จะจับความผิดปกติ แต่ต้องแม่นยำพอที่จะไม่สร้างภาระหรือความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนและธุรกิจที่ดำเนินการอย่างถูกต้อง
📌จาก “ไล่ตามเงิน” สู่ “สกัดก่อนเงินหาย”
ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มขั้นตอนตรวจสอบ แต่เป็นความพยายามสร้างแนวป้องกันร่วมกันทั้งระบบ ตั้งแต่ธนาคาร สถาบันการเงินของรัฐ ผู้ให้บริการชำระเงิน ธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตรา ไปจนถึงผู้ให้บริการสินเชื่อนอนแบงก์
เป้าหมายปลายทางคือปิดช่องโหว่ที่ทำให้เงินจากการหลอกลวง การฟอกเงิน หรือกิจกรรมผิดกฎหมายสามารถไหลผ่านระบบได้ง่าย พร้อมยกระดับการคุ้มครองประชาชนและสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการเงินไทยในระยะยาว
แต่ด่านสำคัญหลังจากนี้คือ มาตรการที่ประกาศไว้จะถูกนำไปใช้จริงได้เร็วและแม่นยำเพียงใด การเชื่อมโยงข้อมูลจะครอบคลุมแค่ไหน และระบบจะสามารถวิ่งตามทันอาชญากรรมทางการเงินที่เปลี่ยนวิธีการทุกวันหรือไม่
เพราะในสงครามการเงินยุคใหม่ คนที่มองเห็นเส้นทางเงินได้ก่อน อาจเป็นคนที่หยุดความเสียหายได้ก่อนเช่นกัน


