AH คิกออฟ 2 โรงงานระบบคุมไอเสียแห่งใหม่ “มาเลฯ-ไทย” กำลังการผลิตรวมกว่า 7 แสนชิ้น/ปี เสริมทัพแกร่ง

บมจ.อาปิโกไฮเทค ภายใต้กิจการร่วมทุน “พูเรมอาปิโก” คิกออฟเดินเครื่องเต็มรูปแบบ 2 โรงงานผลิตระบบควบคุมไอเสียแห่งใหม่ในประเทศมาเลเซียและไทยปักหมุดกำลังการผลิตรวม 2 แห่งต่อปีกว่า 700,000 ชิ้นจ้างงานรวม 250 คน  รองรับดีมานด์ทั้งในและต่างประเทศต่อจิ๊กซอว์เสริมทัพการเติบโตพร้อมหนุนภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ภูมิภาคอาเซียนระยะยาวขยายตัวแข็งแกร่ง 

นาย เย็บ ซู ชวน ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาปิโก ไฮเทค จำกัด (มหาชน) หรือ AH ผู้ดำเนินธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์และศูนย์บริการหลังการขาย และธุรกิจบริการด้านเทคโนโลยีการเชื่อมต่อ และ IoT (Internet of Things) กล่าวว่า ล่าสุดบริษัท พูเรม อาปิโก จำกัด (Purem AAPICO) ซึ่งเป็นกิจการร่วมทุนระหว่าง บมจ.อาปิโก ไฮเทค และบริษัท พูเรม อินเตอร์เนชั่นแนล จีเอ็มบีเอช จำกัด ในสัดส่วน 49 : 51 ได้คิกออฟเดินเครื่องกำลังการผลิตเต็มรูปแบบ 2 โรงงานผลิตระบบควบคุมไอเสียแห่งใหม่ ในเมืองราวัง ประเทศมาเลเซีย และจังหวัดระยอง ประเทศไทย รวมกำลังการผลิต 2 แห่งกว่า 700,000 ชิ้นต่อปี

โดยโรงงานแห่งใหม่ในเมืองราวัง ประเทศมาเลเซีย ได้เริ่มเดินเครื่องการผลิตเต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2566 ภายใต้ชื่อ “Purem AAPICO SDN. BHD.” ซึ่งมีพื้นที่รวม 4,000 ตารางเมตร โดยใช้เทคโนโลยีชั้นสูงผลิตระบบ exhaust gas aftertreatment ทั้งแบบ hot end และ cold end กำลังการผลิตรวม 400,000 ชิ้นต่อปี พนักงานรวม 100 คน  ซึ่งจะส่งให้กับค่ายรถยนต์สัญชาติมาเลเซียจำนวน 4 รุ่น อีกทั้งบริษัทฯได้เตรียมแผนส่งมอบให้กับลูกค้ารายอื่นๆในประเทศ รวมถึงขยายงานด้านเทคนิคสำหรับ catalyst, manifold และ muffler ของระบบควบคุมไอเสีย ทั้งแบบ hot end และ cold end ในอนาคต โดยพื้นที่ตั้งของ Purem AAPICO SDN. BHD. ห่างจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือราว 20 กิโลเมตร และอยู่ใกล้กับเมืองเปตาลิงจายา ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางทางธุรกิจที่สำคัญแห่งหนึ่งประเทศในมาเลเซีย

ขณะที่โรงงานแห่งใหม่ในประเทศไทยภายใต้ชื่อ “Purem AAPICO นิคมอุตสาหกรรมอมตะ ซิตี้ ระยอง” ใช้ระยะเวลาก่อสร้างเพียง 5 เดือน ก่อนจะเริ่มเดินเครื่องการผลิตเต็มรูปแบบนับตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม 2566 หลังคิกออฟโรงงาน Purem AAPICO SDN. BHD. ในเมืองราวัง ประเทศมาเลเซีย เพียง 2 วัน ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะ ซิตี้ จังหวัดระยอง บนพื้นที่รวม 3,000 ตารางเมตร รายล้อมไปด้วยโรงงานผู้ผลิตชั้นนำ ทั้งค่ายญี่ปุ่น, อเมริกัน และเยอรมนี โดยมีกำลังผลิต 300,000 ชิ้นต่อปี พนักงานรวม 150 คน โดยโรงงานแห่งนี้ผลิตระบบควบคุมไอเสียบนมาตรฐาน clean mobility ระดับโลก ได้แก่ Euro6, CARB – LEV III และ EPA – TIER 3 ส่งผลให้รถยนต์ที่ผลิตจากประเทศไทย สามารถส่งออกได้กว่า 100 ประเทศทั่วโลก ภายใต้การเป็นศูนย์กลางผลิตรถยนต์รายใหญ่ในภูมิภาคอาเซียน

“บริษัทมี 2 โรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในมาเลเซีย และ 21 โรงงานในไทย สะท้อนความเชื่อมั่นในอนาคตอันสดใสของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งใน 2 ประเทศ ซึ่งบริษัทมั่นใจในเทคโนโลยีระบบควบคุมไอเสียของ Purem ในฐานะเป็นผู้ผลิต OEM รายใหญ่ของโลก จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมยานยนต์ในภูมิภาคอาเซียนในระยะยาว” นายเย็บ ซู ชวน กล่าว 

ด้านนายมาร์ติน ปีเตอร์ส ประธานกรรมการบริหารและหุ้นส่วนผู้จัดการ กลุ่มบริษัทเอเบอร์สเปเชอร์ (Eberspaecher Group) กล่าวว่า นับเป็นอีกขั้นความสำเร็จของ Purem ในธุรกิจและฐานการผลิตในภูมิภาคอาเซียน สะท้อนถึงการยอมรับเป็นอย่างดีต่อสินค้าและเทคโนโลยี clean mobility ของบริษัทฯ ซึ่งความร่วมมือกับ AAPICO ด้านองค์ความรู้ในการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์จะช่วยให้บริษัทแข็งแกร่งยิ่งขึ้นในภูมิภาคนี้

“Purem by Eberspaecher เติบโตอย่างต่อเนื่อง และพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ที่สะอาดและขยายธุรกิจไปทั่วโลก ล่าสุดบริษัทเปิดโรงงานใหม่ถึง 2 แห่งในมาเลเซียและไทย ในสัปดาห์เดียวกัน ทําให้บริษัทมีฐานการผลิตสินค้าอยู่ใน 19 ประเทศทั่วโลก สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการเติบโตทางธุรกิจด้านยานยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในตลาดโลก” นายมาร์ติน ปีเตอร์ส กล่าว

LATEST NEWS

วิสัยทัศน์ CEO GC สานต่อ 3 Steps Plus ดันมาบตาพุด Hub เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และนายทศพร บุณยพิพัฒน์ ผู้จัดการใหญ่ (President) สองผู้บริหารของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่อย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา

คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ มีมติเลือกนายอัสสเดชคงสิริเป็นกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ คนที่ 14 มีผล 19 ก.ย. 2567 นี้

ที่ประชุมคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลาดหลักทรัพย์ฯ) ในวันนี้ ได้มีมติเป็นเอกฉันท์เลือก นายอัสสเดช คงสิริ ให้ดำรงตำแหน่งกรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ คนที่ 14 แทนนายภากร ปีตธวัชชัย ที่กำลังจะครบวาระ

RELATED