IMF เตือนธนาคารในประเทศต่างๆ เผชิญปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน ฉุด GDP โลก

หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เตือนในวันอังคาร (เวลาสหรัฐ) ว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางชาติต่างๆ ได้เพิ่มปัจจัยเสี่ยงที่ธนาคารเอกชนต้องแบกรับ และปฏิกิริยาของสถาบันการเงินเอกชนในประเด็นนี้เป็นปัจจัยลบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก

ปิแอร์ โอลิเวีย กูรินชา นักเศรษฐศาสตร์ของ IMF กล่าวกับ CNBC ว่า “เรากังวลกับสิ่งที่เราได้เห็นในภาคธนาคาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐ รวมทั้งในประเทศอื่นว่ามันจะกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างไรในปีนี้”

การปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางในหลายประเทศได้เพิ่มต้นทุนของการระดมเงินของสถาบันการเงิน ซึ่งในขณะเดียวกันต้องขาดทุนจากสินทรัพย์อื่นๆ เช่น พันธบัตรระยะยาว

คุณกูรินชา กล่าวว่า “ธนาคารเอกชนตกอยู่ในฐานะที่เสี่ยงและลำบากมากขึ้น ถึงแม้พวกเขาจะมีฐานะแข็งแกร่งที่จะรับมือกับปัญหาต่างๆ ได้ แต่สถานการณ์คงจะบีบบังคับให้ต้องระมัดระวังอย่างรอบคอบมากขึ้น ซึ่งทำให้ต้องลดการปล่อยกู้ให้ลูกค้าลงบ้าง”

ฉากทัศน์หนึ่งของ IMF ชี้ว่าสภาพการระดมเงินทุนของธนาคารต่างๆ จะตึงตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อปริมาณการปล่อยกู้ในระบบเศรษฐกิจและนำไปสู่การปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกของ IMF ของปี 2023 ให้ขยายตัวลดลงเหลือ 2.5% จากเดิมที่ 2.8%

คุณกูรินชา กล่าวว่า โมเดลคาดการณ์เศรษฐกิจของ IMF มีรวมไปถึงฉากทัศน์ที่เลวร้ายมากขึ้นในกรณีที่ปัญหาเสถียรภาพในภาคการเงินไม่สามารถควบคุมให้อยู่ในวงจำกัดได้

เขากล่าวว่า “สถานการณ์เช่นนั้นจะก่อให้เกิดการเคลื่อนย้ายของเงินทุนอย่างมหาศาลจากส่วนต่างๆ ของโลกไปสู่สินทรัพย์ปลอดภัย การเพิ่มขึ้นของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ การเพิ่มขึ้นของเบี้ยประกันความเสี่ยง และปัญหาการขาดความเชื่อมั่น”

คุณกูรินชา กล่าวว่า ในสถานการณ์ที่เลวร้ายเช่นนั้น เศรษฐกิจโลกคงจะขยายตัวเพียงประมาณ 1.0% เท่านั้น ในปีนี้ แต่โอกาสความเป็นไปได้ของเรื่องนี้ยังมีค่อนข้างน้อย คือมีเพียงประมาณ 15%

IMF ออกรายงานในวันอังคารถึงแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจโลกของปีนี้ ระบุว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในระยะปานกลางใน 5 ปีข้างหน้า จะมีอัตราที่ต่ำที่สุดในรอบกว่า 30 ปีที่ผ่านมา

ประเด็นเสถียรภาพของภาคการเงินได้กลายเป็นจุดที่ถูกเฝ้าจับตาดูมากที่สุดในไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หลังจากการล้มครืนของธนาคารหลายแห่งในสหรัฐ การขายทิ้งอย่างรวดเร็วของธนาคาร Credit Suisse ในยุโรป และสภาพความสับสนวุ่นวายของตลาดตราสารหนี้ในอังกฤษ ซึ่งเกือบจะทำให้ธุรกิจกองทุนบำเหน็จบำนาญของอังกฤษต้องพังทลายลงในฤดูใบไม้ร่วงของปีที่แล้ว

ที่มา: https://www.cnbc.com/2023/04/11/banks-creating-downside-risks-for-global-growth-imf-chief-economist-.html?fbclid=IwAR1r7Zq-CklpvliyTrBAlelbzeie4f1Wp-6kV0yUpxPEHx2MSLtBoQQLLuM

LATEST NEWS

GC เสนอขายหุ้นกู้ต่อประชาชนทั่วไป 2 ชุด อายุ 7 ปีที่อัตราดอกเบี้ย 2.65% ต่อปีและ 10 ปีที่อัตราดอกเบี้ย 3.00% ต่อปี พร้อมเดินหน้าบริหารโครงสร้างเงินทุนเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ผู้นำในธุรกิจเคมีภัณฑ์ระดับสากลและแกนนำธุรกิจเคมีภัณฑ์ของกลุ่ม ปตท. เสนอขายหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ ซึ่งผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิไถ่ถอนก่อนครบกำหนด ต่อประชาชนเป็นการทั่วไป (Public Offering) โดยหุ้นกู้แบ่งเป็น 2 ชุด ได้แก่ หุ้นกู้รุ่นอายุ 7 ปี อัตราดอกเบี้ย 2.65% ต่อปี และรุ่นอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.00% ต่อปี เปิดจองซื้อ 3 ช่วง ระหว่างวันที่ 14–21 กันยายน 2569 โดยหุ้นกู้ดังกล่าวได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ AA-(tha) จากฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569

WHART ทุ่ม 2.5 พันล้านฮุบ WGCL ล็อกสัญญาเช่า 30 ปี ชูจุดแข็งคลังสินค้า Built-to-Suit เคาะราคาขายสูงสุด 11.10 บาท เปิดจองหน่วยเพิ่มทุน 21 ก.ย.-1 ต.ค.

กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าดับบลิวเอชเอ พรีเมี่ยม โกรท (WHART) เดินหน้าขยายพอร์ตต่อเนื่องด้วยการเข้าลงทุนใน WGCL ศูนย์กระจายสินค้าระดับสากลบนทำเลยุทธศาสตร์ EEC มาบตาพุด จ.ระยอง มูลค่ารวมไม่เกิน 2,507.60 ล้านบาท สินทรัพย์คุณภาพสูงแบบ Built-to-Suit พื้นที่รวม 99,390 ตร.ม. พร้อมสัญญาเช่าระยะยาว 30 ปี ดันมูลค่าทรัพย์สินรวมทะลุ 56,000 ล้านบาท เปิดจองซื้อหน่วยทรัสต์เพิ่มทุน ผู้ถือหน่วยเดิมจอง 21 – 25 ก.ย. และประชาชนทั่วไป 28 ก.ย.-1 ต.ค.69 นี้

NER โดดเด่นครึ่งปีหลัง โบรกเกอร์เชียร์ “ซื้อ” เคาะราคาเป้าหมายสูงสุด 6.50 บาท รับอานิสงส์ราคายางฟื้น-Supply ตึงตัว คาดกำไรปี 69 แตะ 1.8 พันลบ. ชูจุดเด่น PE ต่ำกลุ่มสินค้า EUDR

นักวิเคราะห์แนะนำ “ซื้อ” หุ้น บมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) ให้ราคาเป้าหมายสูงสุด 6.50 บาท/หุ้น มองแนวโน้มผลการดำเนินงานครึ่งหลังปี 69 มีโอกาสฟื้นตัวโดดเด่น ตามทิศทางราคายางที่ปรับตัวสูงขึ้นจากภาวะ Supply ในตลาดที่ตึงตัว พร้อมมอง NER เป็นหนึ่งในผู้ผลิตยางแท่งไทยที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากมาตรการ EUDR ของยุโรป หากเริ่มบังคับใช้ ขณะที่คาดกำไรทั้งปีมีโอกาสแตะ 1.8 พันล้านบาท และราคาหุ้นยังมีจุดเด่นจากค่า PE ที่อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับกลุ่มผู้ผลิตสินค้า EUDR

RELATED