ไทยติดอันดับ 2 ในเอเชีย ประเทศที่มีภัตตาคารที่ดีและมากที่สุด

การจัดอันดับภัตตาคารที่ดีที่สุดในเอเชีย 100 แห่ง ในปีนี้ยกให้ญี่ปุ่นว่าเป็นประเทศที่มีจำนวนภัตตาคารที่มีคุณภาพยอดเยี่ยมมากที่สุดในภูมิภาคนี้

ผลการสำรวจภัตตาคารในเอเชีย ที่จัดทำโดย The 50 Best organization พบว่า ในจำนวนภัตตาคาร 100 แห่ง ที่ติดอันดับยอดเยี่ยมของเอเชียในปีนี้ มี 17 แห่ง ที่อยู่ในญี่ปุ่น

สิงคโปร์และไทยติดอันดับ 2 เสมอกัน โดยมีภัตตาคารยอดเยี่ยมอยู่ประเทศละ 15 แห่ง ในขณะที่ฮ่องกง ซึ่งเมื่อปีที่แล้ว มีภัตตาคารติดอันดับมากที่สุดในเอเชีย ปีนี้หล่นมาอยู่อันดับ 3 โดยมีเพียง 13 แห่ง ที่ติดอันดับรายชื่อ 100 แห่ง

วิลเลี่ยม ดรู ผู้อำนวยการฝ่ายคุณภาพของการตัดสินของ Asia’s 50 Best Restaurants กล่าวว่า การที่ญี่ปุ่นเลื่อนขึ้นมาอยู่อันดับ 1 ในด้านจำนวนภัตตาคารที่มีคุณภาพไม่ใช่เป็นเรื่องน่าแปลกแต่อย่างไร

เขากล่าวกับ CNBC ว่า “ญี่ปุ่นมีชื่อเสียงมานานในฐานะเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมและคุณภาพของอาหารที่เป็นที่ชื่นชอบมากที่สุดในโลก ทั้งทางด้านการสร้างสรรค์ การทุ่มเทเอาใจใส่ ความรู้และความสามารถในด้านอาหาร”

Asia’s 50 Best Restaurants ซึ่งจัดทำการสำรวจประจำปีในเรื่องนี้มาเป็นปีที่ 10 โดยผลการสำรวจล่าสุดพบว่ามี 19 เมืองหรือนครในเอเชียที่ติดอันดับรายชื่อภัตตาคารยอดเยี่ยม 100 แห่ง โดยในจำนวนนี้มีอยู่ 7 ราย ที่ติดอันดับเป็นครั้งแรก

ในปีนี้ ไทยเป็นประเทศที่ได้รับรางวัล “ภัตตาคารยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย 2023” คือ ภัตตาคารฤดู (Le Du Restaurant) โดยรางวัลภัตตาคารยอดเยี่ยมของปีนี้ ไทยสามารถเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นมา 3 อันดับจากปีก่อน

อันดับภัตตาคารยอดเยี่ยมประจำปี มีการเปลี่ยนแปลงมากในปีนี้ โดยผู้ชนะเลิศในปี 2022 คือภัตตาคาร “Den” ของญี่ปุ่น ได้หล่นลงมาอยู่อันดับ 4 ในขณะที่อันดับ 2 ของปีที่แล้ว คือ ภัตตาคาร “ศรณ์” (Sorn) ของไทยร่วงลงมาอยู่ที่อันดับ 9

ภัตตาคาร “Sezanne“ ของญี่ปุ่น ซึ่งได้เคยอยู่อันดับ 16 เมื่อปีที่แล้ว พุ่งขึ้นมาอยู่อันดับ 2 ในปีล่าสุดนี้ ส่วนภัตตาคาร “The Chairman“ ของฮ่องกง ซึ่งเคยเป็นภัตตาคารยอดเยี่ยมปี 2021 ได้หล่นลงมาเป็นอันดับ 5 ในปี 2022 และอันดับ 13 ในปีนี้

สำหรับภัตตาคาร “ฤดู” ที่ได้รับรางวัลภัตตาคารยอดเยี่ยมแห่งเอเชียปีนี้ ติดดาวมิชลิน (Michelin Guide) 1 ดาว โดยได้เริ่มส่งตัวเองเข้าประกวดเป็นครั้งแรกในปี 2017 โดยในปีนั้นติดอันดับที่ 37 จากทั้งหมด 100 แห่ง

ที่มา: https://www.cnbc.com/2023/03/29/best-restaurants-in-asia-most-are-in-japan-singapore-and-thailand.html?fbclid=IwAR2RTlVugi9yz0NKRYlHRm_4dpV1wWUW0-V_nlwlxgfw2skO-p_dbqUW0C4

LATEST NEWS

GC เสนอขายหุ้นกู้ต่อประชาชนทั่วไป 2 ชุด อายุ 7 ปีที่อัตราดอกเบี้ย 2.65% ต่อปีและ 10 ปีที่อัตราดอกเบี้ย 3.00% ต่อปี พร้อมเดินหน้าบริหารโครงสร้างเงินทุนเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ผู้นำในธุรกิจเคมีภัณฑ์ระดับสากลและแกนนำธุรกิจเคมีภัณฑ์ของกลุ่ม ปตท. เสนอขายหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ ซึ่งผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิไถ่ถอนก่อนครบกำหนด ต่อประชาชนเป็นการทั่วไป (Public Offering) โดยหุ้นกู้แบ่งเป็น 2 ชุด ได้แก่ หุ้นกู้รุ่นอายุ 7 ปี อัตราดอกเบี้ย 2.65% ต่อปี และรุ่นอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.00% ต่อปี เปิดจองซื้อ 3 ช่วง ระหว่างวันที่ 14–21 กันยายน 2569 โดยหุ้นกู้ดังกล่าวได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ AA-(tha) จากฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569

WHART ทุ่ม 2.5 พันล้านฮุบ WGCL ล็อกสัญญาเช่า 30 ปี ชูจุดแข็งคลังสินค้า Built-to-Suit เคาะราคาขายสูงสุด 11.10 บาท เปิดจองหน่วยเพิ่มทุน 21 ก.ย.-1 ต.ค.

กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าดับบลิวเอชเอ พรีเมี่ยม โกรท (WHART) เดินหน้าขยายพอร์ตต่อเนื่องด้วยการเข้าลงทุนใน WGCL ศูนย์กระจายสินค้าระดับสากลบนทำเลยุทธศาสตร์ EEC มาบตาพุด จ.ระยอง มูลค่ารวมไม่เกิน 2,507.60 ล้านบาท สินทรัพย์คุณภาพสูงแบบ Built-to-Suit พื้นที่รวม 99,390 ตร.ม. พร้อมสัญญาเช่าระยะยาว 30 ปี ดันมูลค่าทรัพย์สินรวมทะลุ 56,000 ล้านบาท เปิดจองซื้อหน่วยทรัสต์เพิ่มทุน ผู้ถือหน่วยเดิมจอง 21 – 25 ก.ย. และประชาชนทั่วไป 28 ก.ย.-1 ต.ค.69 นี้

NER โดดเด่นครึ่งปีหลัง โบรกเกอร์เชียร์ “ซื้อ” เคาะราคาเป้าหมายสูงสุด 6.50 บาท รับอานิสงส์ราคายางฟื้น-Supply ตึงตัว คาดกำไรปี 69 แตะ 1.8 พันลบ. ชูจุดเด่น PE ต่ำกลุ่มสินค้า EUDR

นักวิเคราะห์แนะนำ “ซื้อ” หุ้น บมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) ให้ราคาเป้าหมายสูงสุด 6.50 บาท/หุ้น มองแนวโน้มผลการดำเนินงานครึ่งหลังปี 69 มีโอกาสฟื้นตัวโดดเด่น ตามทิศทางราคายางที่ปรับตัวสูงขึ้นจากภาวะ Supply ในตลาดที่ตึงตัว พร้อมมอง NER เป็นหนึ่งในผู้ผลิตยางแท่งไทยที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากมาตรการ EUDR ของยุโรป หากเริ่มบังคับใช้ ขณะที่คาดกำไรทั้งปีมีโอกาสแตะ 1.8 พันล้านบาท และราคาหุ้นยังมีจุดเด่นจากค่า PE ที่อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับกลุ่มผู้ผลิตสินค้า EUDR

RELATED