BVG 2Q25 กำไรพุ่ง 51% หนุน 1H25 สะสม 31 ลบ. เคาะปันผล 0.03 บาท/หุ้นกำหนดจ่าย 8 ก.ย.นี้

BVG โชว์ผลงานงวดไตรมาส 2/2568 เติบโตตามเป้า กำไรสุทธิพุ่ง 51% ทะลุ 16 ล้านบาท กวาดรายได้รวม 151 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% หนุนภาพรวมครึ่งปีแรกสดใส กำไรสุทธิพุ่ง 28% แตะ 31 ล้านบาท รายได้รวม 303 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% อานิงสงค์บริการระบบ EMCS โตต่อเนื่องแตะ 126 ล้านบาท จากยอดใช้งาน Claim Settlement ด้าน TPA สดใสขยับกลับมายืนระดับเดียวกับช่วงเดียวกันปี 2566 หลังบุ๊ครายได้ลูกค้ารายใหญ่เต็มไตรมาส ขณะที่มาตรฐาน TFRS 17 หนุนธุรกิจอื่นโตโดดเด่นเกือบ 2 เท่า บอร์ดไฟเขียวจ่ายเงินปันผลงวดครึ่งปีแรกเป็นเงินสดอัตรา 0.03 บาท/หุ้น คิดเป็น 56% ของกำไรสุทธิสูงกว่านโยบายกำหนด ขึ้น Record Date 27 สิงหาคม กำหนดจ่าย 8 กันยายน 2568 

นางนวรัตน์ วงศ์ฐิติรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บลูเวนเจอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BVG หนึ่งในผู้นำในการดำเนินธุรกิจให้บริการแพลตฟอร์ม และแอปพลิเคชันสำหรับบริหารจัดการธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับประกันภัยรถยนต์ (ระบบ EMCS) ในประเทศไทย เปิดเผยภาพรวมผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 2 ปี 2568 ว่า บริษัทมีกำไรสุทธิ 16 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 51% รายได้รวมเพิ่มขึ้น 22% แตะ 151 ล้านบาท ตามการเติบโตของทุกกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจให้บริการบริหารจัดการสิทธิประโยชน์ ด้านการรักษาพยาบาลและสินไหมทดแทน รวมถึงการให้คำปรึกษาแนะนำที่เกี่ยวข้อง ผ่านแพลตฟอร์มและแอปพลิเคชัน (BVTPA) ที่เติบโต 24% กลับมาอยู่ในระดับเดียวกับปี 2566 ที่ราว 66 ล้านบาท จากการรับรายได้เข้ามาเต็มไตรมาสจากลูกค้ารายใหญ่ที่ลงนามสัญญาไปช่วงปลายปี 2567

ขณะที่กลุ่ม BVG หรือกลุ่มธุรกิจการให้บริการแพลตฟอร์ม และแอปพลิเคชั่น สำหรับบริหารจัดการธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับประกันภัยรถยนต์ (ระบบ EMCS) มีรายได้กว่า 63 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 3% ตามการเพิ่มขึ้นของจำนวนการใช้บริการจัดการสินไหม (Claim settlement) แม้ช่วงไตรมาส 2 จะมีวันหยุดยาวช่วงเทศกาลสงกรานต์ ด้านกลุ่มธุรกิจบริษัทลูก ทั้งธุรกิจให้คำปรึกษาด้านคณิตศาสตร์ประกันภัย (BVA), ธุรกิจให้บริการนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและสารสนเทศ (BVTECH) และธุรกิจให้บริการ คำแนะนำ และวางแผนเข้าถึงการใช้บริการด้านสุขภาพ (BVHCM) ยังคงเติบโตโดดเด่น อานิสงค์การบังคับใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 17 เรื่องสัญญาประกันภัย (TFRS 17) โดยมีรายได้เพิ่มขึ้น 163% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แตะ 22 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงมุ่งเน้นบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดอย่างต่อเนื่อง โดยต้นทุนและค่าใช้จ่ายรวมงวดไตรมาส 2/2568 อยู่ที่ราว 129 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 14% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราที่น้อยกว่าการเติบโตของรายได้

นางนวรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 2/2568 ที่แข็งแกร่งตามเป้าหมาย ส่งผลให้ภาพรวมผลงานครึ่งแรกปี 2568 สดใส โดยบริษัทมีกำไรสุทธิ 31 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% เทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน รายได้รวมเพิ่มขึ้น 20% แตะ 303 ล้านบาท ล่าสุดคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) จึงได้มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลงวดครึ่งแรกปี 2568 (สิ้นสุด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568) เป็นเงินสดอัตรา 0.03 บาทต่อหุ้น รวมเป็นเงินปันผลที่จ่ายทั้งสิ้นจำนวน 13.5 ล้านบาท คิดเป็น 56% ของกำไรสุทธิหลังหักภาษี ซึ่งสูงกว่านโยบายจ่ายเงินปันผลที่กำหนดไว้ 40% ของกำไรสุทธิ โดยกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิ์ได้รับเงินปันผล (Record Date) วันที่ 27 สิงหาคม 2568 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 8 กันยายน 2568 

“ช่วงครึ่งหลังของปี บริษัทเตรียมลุยศึกษาโอกาสความเป็นไปได้ในการขยายโครงการใหม่ เพื่อต่อยอดการให้บริการไปยังกลุ่มธุรกิจใหม่ๆ เพื่อยกระดับมาตรฐานระบบบริหารจัดการสำหรับธุรกิจประกันภัยรถยนต์และประกันสุขภาพของเมืองไทยให้ก้าวไปสู่อีกขั้น พร้อมขับเคลื่อนรายได้รวมเติบโตต่อเนื่อง 2 หลักต่อปี” นางนวรัตน์ กล่าว

LATEST NEWS

GC เสนอขายหุ้นกู้ต่อประชาชนทั่วไป 2 ชุด อายุ 7 ปีที่อัตราดอกเบี้ย 2.65% ต่อปีและ 10 ปีที่อัตราดอกเบี้ย 3.00% ต่อปี พร้อมเดินหน้าบริหารโครงสร้างเงินทุนเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ผู้นำในธุรกิจเคมีภัณฑ์ระดับสากลและแกนนำธุรกิจเคมีภัณฑ์ของกลุ่ม ปตท. เสนอขายหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ ซึ่งผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิไถ่ถอนก่อนครบกำหนด ต่อประชาชนเป็นการทั่วไป (Public Offering) โดยหุ้นกู้แบ่งเป็น 2 ชุด ได้แก่ หุ้นกู้รุ่นอายุ 7 ปี อัตราดอกเบี้ย 2.65% ต่อปี และรุ่นอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.00% ต่อปี เปิดจองซื้อ 3 ช่วง ระหว่างวันที่ 14–21 กันยายน 2569 โดยหุ้นกู้ดังกล่าวได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ AA-(tha) จากฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569

WHART ทุ่ม 2.5 พันล้านฮุบ WGCL ล็อกสัญญาเช่า 30 ปี ชูจุดแข็งคลังสินค้า Built-to-Suit เคาะราคาขายสูงสุด 11.10 บาท เปิดจองหน่วยเพิ่มทุน 21 ก.ย.-1 ต.ค.

กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าดับบลิวเอชเอ พรีเมี่ยม โกรท (WHART) เดินหน้าขยายพอร์ตต่อเนื่องด้วยการเข้าลงทุนใน WGCL ศูนย์กระจายสินค้าระดับสากลบนทำเลยุทธศาสตร์ EEC มาบตาพุด จ.ระยอง มูลค่ารวมไม่เกิน 2,507.60 ล้านบาท สินทรัพย์คุณภาพสูงแบบ Built-to-Suit พื้นที่รวม 99,390 ตร.ม. พร้อมสัญญาเช่าระยะยาว 30 ปี ดันมูลค่าทรัพย์สินรวมทะลุ 56,000 ล้านบาท เปิดจองซื้อหน่วยทรัสต์เพิ่มทุน ผู้ถือหน่วยเดิมจอง 21 – 25 ก.ย. และประชาชนทั่วไป 28 ก.ย.-1 ต.ค.69 นี้

NER โดดเด่นครึ่งปีหลัง โบรกเกอร์เชียร์ “ซื้อ” เคาะราคาเป้าหมายสูงสุด 6.50 บาท รับอานิสงส์ราคายางฟื้น-Supply ตึงตัว คาดกำไรปี 69 แตะ 1.8 พันลบ. ชูจุดเด่น PE ต่ำกลุ่มสินค้า EUDR

นักวิเคราะห์แนะนำ “ซื้อ” หุ้น บมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) ให้ราคาเป้าหมายสูงสุด 6.50 บาท/หุ้น มองแนวโน้มผลการดำเนินงานครึ่งหลังปี 69 มีโอกาสฟื้นตัวโดดเด่น ตามทิศทางราคายางที่ปรับตัวสูงขึ้นจากภาวะ Supply ในตลาดที่ตึงตัว พร้อมมอง NER เป็นหนึ่งในผู้ผลิตยางแท่งไทยที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากมาตรการ EUDR ของยุโรป หากเริ่มบังคับใช้ ขณะที่คาดกำไรทั้งปีมีโอกาสแตะ 1.8 พันล้านบาท และราคาหุ้นยังมีจุดเด่นจากค่า PE ที่อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับกลุ่มผู้ผลิตสินค้า EUDR

RELATED