BVG โชว์งบ Q4/66 ทุบสถิติ All Time High กำไรสุทธิทะยาน 109% ปี 66 โต 28% แตะ 69 ลบ. กางแผนปี 67 บุกตลาดอาเซียนพร้อมอัพระบบดันรายได้ทะลุ 600 ลบ.

BVG โชว์ผลงานงวดไตรมาส 4/66 ทุบสถิติ All Time High กำไรสุทธิพุ่งทะยาน 109% แตะ 19 ล้านบาทกวาดรายได้รวม 141 ล้านบาทโตโดดเด่น 22% ธุรกิจ EMCS-TPA- BVA เติบโตยกแผงรับอานิสงค์ภาพรวมตลาดธุรกิจประกันภัยกลับสู่สภาวะปกติกางแผนปี 2567 ลุยตลาดอาเซียนขยายฐานรุกกลุ่มบริการใหม่ๆพร้อมเดินหน้าพัฒนาระบบ AI Estimate ปักหมุดรายได้ทั้งปีโต 15% ทะลุ 600 ล้านบาท  

นางนวรัตน์ วงศ์ฐิติรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บลูเวนเจอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BVG หนึ่งในผู้นำในการดำเนินธุรกิจให้บริการแพลตฟอร์มและแอปพลิเคชันสำหรับบริหารจัดการธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับประกันภัยรถยนต์ (ระบบ EMCS) ในประเทศไทย  เปิดเผยถึงผลประกอบการงวดไตรมาส 4/66 ว่า กำไรสุทธิพุ่งทะยาน 109% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน แตะ 19 ล้านบาท รายได้รวมเติบโตโดดเด่น 22% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แตะ 141 ล้านบาท เดินหน้าสร้างสถิติใหม่ต่อเนื่อง หนุนภาพรวมทั้งปี 2566 บริษัทกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 28% อยู่ที่ 69 ล้านบาท รายได้รวมเพิ่มขึ้น 19% อยู่ที่ 522 ล้านบาท 

อานิสงค์จากภาพรวมธุรกิจประกันภัยที่เริ่มกลับสู่สภาวะปกติ หลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 คลี่คลาย ส่งผลให้มีจำนวนการใช้บริการเคลมประกันภัยรถยนต์และประกันสุขภาพมากขึ้น ประกอบกับการเติบโตทั้งในส่วนของธุรกิจเดิมและธุรกิจใหม่ด้าน AI ทำให้มีการขยายตัวของปริมาณการใช้งานระบบและฐานลูกค้าอย่างก้าวกระโดด ทั้งในธุรกิจแพลตฟอร์มและแอปพลิเคชันสำหรับการเคลมประกันภัยรถยนต์ (ระบบ EMCS) ธุรกิจบริการบริหารจัดการสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาลและสินไหมทดแทนผ่านระบบแพลตฟอร์มและแอปพลิเคชัน (บริการ TPA) และธุรกิจบริการที่ปรึกษาด้านคณิตศาสตร์ประกันภัย (บริการ BVA) นอกจากนี้ บริษัทยังสามารถบริหารจัดการด้านค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถรักษาอัตราการทำกำไรสุทธิได้ที่ 13% 

“ปีนี้นับเป็นปีที่ฐานลูกค้าในระบบ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทประกันภัย อู่ซ่อมรถยนต์ หรือศูนย์บริการรถยนต์ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องมีนัยยะสำคัญ โดย ณ สิ้นปี 66 มีจำนวนฐานลูกค้าในระบบกว่า 4,100 ราย เติบโตจากปีที่แล้วที่มีจำนวนฐานลูกค้าในระบบกว่า 3,800 ราย และเรายังมองเห็นโอกาสเติบโตทางธุรกิจต่อไปในอนาคตที่สอดคล้องกับเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้าที่ทะยอยเข้ามาเปิดตัวในประเทศไทยอย่าง BYD, GWM, MG และหรือ TESLA ที่หันมาใช้บริการบริษัทเราในช่วงปีที่ผ่านมา” นางนวรัตน์กล่าว

นางนวรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับปี 2567 บริษัท ตั้งเป้ารายได้ทะลุ 600 ล้านบาท หรือเติบโตกว่า 15% พร้อมรักษาอัตราการทำกำไรขั้นต้นไม่ต่ำกว่าปี 2566 ภายใต้กลยุทธ์การเดินหน้าขยายธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะในประเทศกัมพูชา ผ่านการร่วมทุนกับพันธมิตร เน้นบริการบริหารจัดการสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาลและสินไหมทดแทน ผ่านระบบแพลตฟอร์มและแอปพลิเคชัน (บริการ TPA) ซึ่งได้มีการจดทะเบียนบริษัทแล้วเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา คาดว่า จะเริ่มสร้างรายได้ให้กับบริษัทช่วงครึ่งหลังของปี 2567

สำหรับธุรกิจ   AI Estimate ซึ่งเป็นการนำผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาช่วยในขั้นตอนที่ผู้เอาประกันภัยแจ้งการเกิดอุบัติเหตุให้มีความสะดวกรวดเร็วและช่วยประเมินความเสียหายเบื้องต้นเพื่อประมาณการค่าสินไหมทดแทน คาดจะเริ่มทำรายได้ให้กับบริษัทภายในช่วงไตรมาส 3/67 ล่าสุดอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบให้มีประสิทธิภาพและแม่นยำมากขึ้น หลังเริ่มดำเนินการให้ลูกค้าทดลองใช้ ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4/66 ที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน บริษัทยังเตรียมเดินหน้าโปรเจกต์ใหม่ๆ ต่อยอดการเติบโตแบบก้าวกระโดด ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง 

LATEST NEWS

GC เสนอขายหุ้นกู้ต่อประชาชนทั่วไป 2 ชุด อายุ 7 ปีที่อัตราดอกเบี้ย 2.65% ต่อปีและ 10 ปีที่อัตราดอกเบี้ย 3.00% ต่อปี พร้อมเดินหน้าบริหารโครงสร้างเงินทุนเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ผู้นำในธุรกิจเคมีภัณฑ์ระดับสากลและแกนนำธุรกิจเคมีภัณฑ์ของกลุ่ม ปตท. เสนอขายหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ ซึ่งผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิไถ่ถอนก่อนครบกำหนด ต่อประชาชนเป็นการทั่วไป (Public Offering) โดยหุ้นกู้แบ่งเป็น 2 ชุด ได้แก่ หุ้นกู้รุ่นอายุ 7 ปี อัตราดอกเบี้ย 2.65% ต่อปี และรุ่นอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.00% ต่อปี เปิดจองซื้อ 3 ช่วง ระหว่างวันที่ 14–21 กันยายน 2569 โดยหุ้นกู้ดังกล่าวได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ AA-(tha) จากฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569

WHART ทุ่ม 2.5 พันล้านฮุบ WGCL ล็อกสัญญาเช่า 30 ปี ชูจุดแข็งคลังสินค้า Built-to-Suit เคาะราคาขายสูงสุด 11.10 บาท เปิดจองหน่วยเพิ่มทุน 21 ก.ย.-1 ต.ค.

กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าดับบลิวเอชเอ พรีเมี่ยม โกรท (WHART) เดินหน้าขยายพอร์ตต่อเนื่องด้วยการเข้าลงทุนใน WGCL ศูนย์กระจายสินค้าระดับสากลบนทำเลยุทธศาสตร์ EEC มาบตาพุด จ.ระยอง มูลค่ารวมไม่เกิน 2,507.60 ล้านบาท สินทรัพย์คุณภาพสูงแบบ Built-to-Suit พื้นที่รวม 99,390 ตร.ม. พร้อมสัญญาเช่าระยะยาว 30 ปี ดันมูลค่าทรัพย์สินรวมทะลุ 56,000 ล้านบาท เปิดจองซื้อหน่วยทรัสต์เพิ่มทุน ผู้ถือหน่วยเดิมจอง 21 – 25 ก.ย. และประชาชนทั่วไป 28 ก.ย.-1 ต.ค.69 นี้

NER โดดเด่นครึ่งปีหลัง โบรกเกอร์เชียร์ “ซื้อ” เคาะราคาเป้าหมายสูงสุด 6.50 บาท รับอานิสงส์ราคายางฟื้น-Supply ตึงตัว คาดกำไรปี 69 แตะ 1.8 พันลบ. ชูจุดเด่น PE ต่ำกลุ่มสินค้า EUDR

นักวิเคราะห์แนะนำ “ซื้อ” หุ้น บมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) ให้ราคาเป้าหมายสูงสุด 6.50 บาท/หุ้น มองแนวโน้มผลการดำเนินงานครึ่งหลังปี 69 มีโอกาสฟื้นตัวโดดเด่น ตามทิศทางราคายางที่ปรับตัวสูงขึ้นจากภาวะ Supply ในตลาดที่ตึงตัว พร้อมมอง NER เป็นหนึ่งในผู้ผลิตยางแท่งไทยที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากมาตรการ EUDR ของยุโรป หากเริ่มบังคับใช้ ขณะที่คาดกำไรทั้งปีมีโอกาสแตะ 1.8 พันล้านบาท และราคาหุ้นยังมีจุดเด่นจากค่า PE ที่อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับกลุ่มผู้ผลิตสินค้า EUDR

RELATED