GC ดัน Adjusted EBITDA ไตรมาสที่ 2 ปี 2568 โต 13% ดีขึ้นต่อเนื่องท่ามกลางความไม่แน่นอนของอุตสาหกรรมเร่งเสริมความสามารถทางการแข่งขันด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC รายงานผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 2 ปี 2568 ด้วย Adjusted EBITDA 6,083 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากไตรมาสก่อนหน้า ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกและอุตสาหกรรมที่ยังคงผันผวน สะท้อนถึงความก้าวหน้าในการเพิ่มศักยภาพการดำเนินงาน ควบคู่ไปกับการเพิ่มรายได้-ลดค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวทาง Holistic Optimization การขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเสริมความสามารถทางการแข่งขัน พร้อมมุ่งสู่ธุรกิจมูลค่าสูง–คาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GC กล่าวว่า “แม้ครึ่งปีแรกยังสะท้อนความท้าทายของอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจโลก แต่ GC ทิศทางการปรับตัวที่ชัดเจน ผ่านแนวทาง Holistic Optimization การขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ และการเดินหน้ากลยุทธ์ทางธุรกิจ โดยเฉพาะการมุ่งสู่ธุรกิจมูลค่าสูง–คาร์บอนต่ำ ซึ่งจะช่วยเสริมความสามารถทางการแข่งขัน พร้อมสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้ถือหุ้นและนักลงทุน

“ในขณะเดียวกัน ปัจจัยภายนอกหลายด้านเริ่มมีทิศทางเป็นบวกมากขึ้น ทั้งความชัดเจนด้านการค้าระหว่างประเทศ ตลอดจนมาตรการของจีนในการควบคุมกำลังการผลิต ผ่านนโยบาย Anti–Involution ที่มุ่งลดการแข่งขันที่ไม่สร้างมูลค่าและทยอยยุติกำลังการผลิตที่ล้าสมัย ซึ่งล้วนเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อเสถียรภาพของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในระยะยาว” นายณะรงค์ศักดิ์ กล่าวเสริม

เพิ่มขีดความสามารถด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

GC ได้เดินหน้าทรานส์ฟอร์มองค์กรผ่านแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพแบบองค์รวม หรือ Holistic Optimization ควบคู่กับการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในทุกมิติ ซึ่งครอบคลุม 3 ด้านหลัก ได้แก่

1. Smart Plant เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการเดินเครื่องแบบเรียลไทม์

  • Plant-wide Optimization: ยกระดับประสิทธิภาพโรงงานแบบองค์รวม
  • AI Vision & Drone Inspection: ใช้เทคโนโลยีตรวจสอบและซ่อมบำรุงเพื่อลดค่าใช้จ่ายและเสริมความปลอดภัย
  • Asset Intelligent Monitoring: ใช้แบบจำลองและ AI คาดการณ์ปัญหาอุปกรณ์ล่วงหน้า

2. Smart Sales & Marketing ยกระดับกลยุทธ์การขายและการกำหนดราคาให้แม่นยำและตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น

  • Price Prediction: ใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อมูลและคาดการณ์ราคาอย่างมีประสิทธิภาพ
  • Customer Acquisition & Retention: บริหารจัดการข้อมูลลูกค้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขาย การตลาด และการบริการ

3. Smart Work Process ปรับปรุงกระบวนการทำงานและบริหารจัดการข้อมูลจำนวนมากเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

  • Lean & Process Improvement: ปรับปรุงกระบวนการทำงานให้กระชับและคล่องตัวผ่าน FiT Program
  • Process Automation: ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้กระบวนการทำงานดำเนินไปแบบอัตโนมัติ

การดำเนินงานตามแนวทางดังกล่าว ไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดต้นทุน และเสริมความปลอดภัย แต่ยังสะท้อนความก้าวหน้าของ GC ในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาขับเคลื่อนองค์กร ยกระดับความสามารถทางการแข่งขัน และวางรากฐานสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นในระยะยาว

ในไตรมาสที่ 2 ปี 2568 GC มีรายได้จากการขายรวม 133,381 ล้านบาท ใกล้เคียงไตรมาสก่อนหน้า แม้อุตสาหกรรมยังคงผันผวน เศรษฐกิจโลกยังฟื้นตัวช้า และเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ โดยบริษัทฯ มี Adjusted EBITDA 6,083 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากไตรมาสก่อน ตอกย้ำศักยภาพการดำเนินการตามกลยุทธ์เสริมประสิทธิภาพ เพิ่มรายได้และควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ GC ยังคงรักษาความแข็งแกร่งด้านสภาพคล่อง โดยมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน 18,505 ล้านบาท และเงินสดรวมสินทรัพย์การเงินหมุนเวียนกว่า 27,888 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2568 สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทางการเงินและเสถียรภาพของธุรกิจ

เดินหน้ากลยุทธ์ธุรกิจมูลค่าสูง–คาร์บอนต่ำ เติบโตอย่างยั่งยืน

นอกจากการเสริมความสามารถทางการแข่งขันด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลแล้ว GC ยังมุ่งพัฒนาการดำเนินงานอย่างยั่งยืนด้วยโครงการเชิงยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความได้เปรียบในระยะยาว อาทิ โครงการใช้พลังงานความเย็นจากก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในกระบวนการผลิตโอเลฟินส์ ร่วมกับ บริษัท พีอี แอลเอ็นจี จำกัด (PE LNG) ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 60,000 ตันต่อปี โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2570

ในส่วนของธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty Chemicals) ซึ่งขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนและเป็นส่วนสำคัญของการขยายธุรกิจมูลค่าสูง-คาร์บอนต่ำ GC เดินหน้าดึงศักยภาพของ allnex อย่างเต็มที่ ทั้งการขยายกำลังการผลิตในตลาดที่มีการเติบโตสูง อาทิ จีน อินเดีย การพิจารณาลงทุนเพิ่มเติมในมาบตาพุด สำหรับตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานในทุกภูมิภาค ผ่านการปรับโครงสร้างต้นทุน (Cost Optimization) การบริหารจัดการการลงทุนอย่างรอบคอบ (CAPEX Prioritization) และการพัฒนากระบวนการเชิงพาณิชย์และการปฏิบัติการให้มีความเป็นเลิศ (Operational & Commercial Excellence)

พร้อมกันนี้ GC และ allnex ยังคงให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา (R&D) อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำเสนอโซลูชันการเคลือบผิวที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การยกระดับประสิทธิภาพการใช้งาน หรือการสร้างคุณค่าเพิ่มเติมที่ช่วยให้ลูกค้าประสบความสำเร็จทางธุรกิจ ควบคู่กับการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสู่ความยั่งยืน

สำหรับโรงกลั่นชีวภาพ (Biorefinery) ของ GC ซึ่งสามารถผลิตน้ำมันอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) เชิงพาณิชย์ได้เป็นรายแรกในประเทศไทย ถูกนำไปใช้งานจริงแล้วโดยสายการบิน Bangkok Airways นอกจากนี้ ยังร่วมกับ HMC Polymers ผู้ผลิตเม็ดพลาสติก PP รายแรกและรายใหญ่ที่สุดของไทยพัฒนาผลิตภัณฑ์ Bio-Propylene ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เหมาะสำหรับผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูงที่หลากหลาย อาทิ ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพและสุขอนามัย รวมถึงของใช้และของเล่นสำหรับเด็ก เป็นต้น

ทั้งนี้ GC มุ่งพลิกสถานการณ์ธุรกิจและวางรากฐานสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน บนพื้นฐานของการกำกับดูแลกิจการที่ดี ล่าสุด บริษัทฯ ได้รับ 2 รางวัลเกียรติยศจากเวที ASEAN Corporate Governance Awards 2025 ได้แก่ Top 50 ASEAN Public Listed Companies (PLCs) และ Top 5 Thailand PLCs ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ GC ในการยึดมั่นหลักธรรมาภิบาล ดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส และรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสีย สังคม และสิ่งแวดล้อม ตามมาตรฐานสากล

LATEST NEWS

GC เสนอขายหุ้นกู้ต่อประชาชนทั่วไป 2 ชุด อายุ 7 ปีที่อัตราดอกเบี้ย 2.65% ต่อปีและ 10 ปีที่อัตราดอกเบี้ย 3.00% ต่อปี พร้อมเดินหน้าบริหารโครงสร้างเงินทุนเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ผู้นำในธุรกิจเคมีภัณฑ์ระดับสากลและแกนนำธุรกิจเคมีภัณฑ์ของกลุ่ม ปตท. เสนอขายหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ ซึ่งผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิไถ่ถอนก่อนครบกำหนด ต่อประชาชนเป็นการทั่วไป (Public Offering) โดยหุ้นกู้แบ่งเป็น 2 ชุด ได้แก่ หุ้นกู้รุ่นอายุ 7 ปี อัตราดอกเบี้ย 2.65% ต่อปี และรุ่นอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.00% ต่อปี เปิดจองซื้อ 3 ช่วง ระหว่างวันที่ 14–21 กันยายน 2569 โดยหุ้นกู้ดังกล่าวได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ AA-(tha) จากฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569

WHART ทุ่ม 2.5 พันล้านฮุบ WGCL ล็อกสัญญาเช่า 30 ปี ชูจุดแข็งคลังสินค้า Built-to-Suit เคาะราคาขายสูงสุด 11.10 บาท เปิดจองหน่วยเพิ่มทุน 21 ก.ย.-1 ต.ค.

กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าดับบลิวเอชเอ พรีเมี่ยม โกรท (WHART) เดินหน้าขยายพอร์ตต่อเนื่องด้วยการเข้าลงทุนใน WGCL ศูนย์กระจายสินค้าระดับสากลบนทำเลยุทธศาสตร์ EEC มาบตาพุด จ.ระยอง มูลค่ารวมไม่เกิน 2,507.60 ล้านบาท สินทรัพย์คุณภาพสูงแบบ Built-to-Suit พื้นที่รวม 99,390 ตร.ม. พร้อมสัญญาเช่าระยะยาว 30 ปี ดันมูลค่าทรัพย์สินรวมทะลุ 56,000 ล้านบาท เปิดจองซื้อหน่วยทรัสต์เพิ่มทุน ผู้ถือหน่วยเดิมจอง 21 – 25 ก.ย. และประชาชนทั่วไป 28 ก.ย.-1 ต.ค.69 นี้

NER โดดเด่นครึ่งปีหลัง โบรกเกอร์เชียร์ “ซื้อ” เคาะราคาเป้าหมายสูงสุด 6.50 บาท รับอานิสงส์ราคายางฟื้น-Supply ตึงตัว คาดกำไรปี 69 แตะ 1.8 พันลบ. ชูจุดเด่น PE ต่ำกลุ่มสินค้า EUDR

นักวิเคราะห์แนะนำ “ซื้อ” หุ้น บมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) ให้ราคาเป้าหมายสูงสุด 6.50 บาท/หุ้น มองแนวโน้มผลการดำเนินงานครึ่งหลังปี 69 มีโอกาสฟื้นตัวโดดเด่น ตามทิศทางราคายางที่ปรับตัวสูงขึ้นจากภาวะ Supply ในตลาดที่ตึงตัว พร้อมมอง NER เป็นหนึ่งในผู้ผลิตยางแท่งไทยที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากมาตรการ EUDR ของยุโรป หากเริ่มบังคับใช้ ขณะที่คาดกำไรทั้งปีมีโอกาสแตะ 1.8 พันล้านบาท และราคาหุ้นยังมีจุดเด่นจากค่า PE ที่อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับกลุ่มผู้ผลิตสินค้า EUDR

RELATED