GC คว้าอันดับ 1 จาก S&P Global 7 ปีต่อเนื่อง บริษัทแรกของโลกในกลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์ ตอกย้ำองค์กรนวัตกรรมที่สร้างความแตกต่างเพื่อความยั่งยืน                        

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ได้รับการ  จัดอันดับให้เป็นที่ 1 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 เป็นองค์กรแรกของโลกในกลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์ (Chemicals Sector) จากการประเมิน S&P Global Corporate Sustainability Assessment (CSA) โดย S&P Global (DJSI เดิม) ประจำปี 2025 และ GC ยังคงได้รับคัดเลือกให้อยู่ในทำเนียบธุรกิจที่มีความยั่งยืน หรือ S&P Global Sustainability Yearbook Member 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 13 สะท้อนบทบาทของ GC ในฐานะองค์กรนวัตกรรมที่สามารถสร้างความแตกต่างอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการดำเนินธุรกิจที่มุ่งสร้างความสมดุลระหว่างมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ (ESG) โดยสามารถบูรณาการมิติความยั่งยืน เข้ากับกลยุทธ์ทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ในปี 2025 GC ได้รับคะแนนประเมินสูงสุดโดดเด่นในด้าน นโยบายและระบบบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน การบริหารจัดการพลังงาน และกลยุทธ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้ GC ยังมุ่งมั่นเร่งพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ ตอกย้ำการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติจริง เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนอย่างยั่งยืน 

นวัตกรรมที่เริ่มจากการคิดใหม่และลงมือทำ

นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GC เปิดเผยว่า “ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ GC ในการสร้างความแตกต่างผ่านการลงมือทำอย่างจริงจัง แม้ต้องเผชิญกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เราเชื่อมั่นว่า การขับเคลื่อนนวัตกรรมที่สร้างสรรค์และแตกต่าง คือกุญแจสำคัญที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน และทำให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน” 

หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจน คือการพัฒนาน้ำมันอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ซึ่ง GC เลือกใช้องค์ความรู้และความเชี่ยวชาญที่มีอยู่มาปรับกระบวนการผลิตให้สามารถรับน้ำมันพืชใช้แล้ว (Used Cooking Oil หรือ UCO) เป็นวัตถุดิบ โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนสร้างโรงงานใหม่ แนวทางดังกล่าวทำให้ GC สามารถผลิต SAF สำหรับอุตสาหกรรมการบินเป็นรายแรกของประเทศไทย พร้อมทั้งต่อยอดการผลิตผลิตเป็นเคมีภัณฑ์ชีวภาพและพลาสติกชีวภาพได้อีกหลากหลายชนิด ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ควบคู่กับการเพิ่มมูลค่าจากการนำของเสียในประเทศกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างเป็นรูปธรรม

ในเรื่องของสิ่งแวดล้อม GC มุ่งมั่นขับเคลื่อนธุรกิจควบคู่กับการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 โดย GC ได้ดำเนินโครงการสำคัญที่เป็นรูปธรรมหลายโครงการ อาทิ การยกระดับประสิทธิภาพในทุกกระบวนการผลิตผ่านเทคโนโลยีที่ทันสมัย การใช้พลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานคาร์บอนต่ำ ผลจากการดำเนินงานผ่านโครงการที่หลากหลายส่งผลให้ GC สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมในช่วงปี2564 – 2568 ได้มากกว่า 400,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า นอกจากนี้แล้ว ยังเดินหน้าสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ โดยร่วมมือกับคู่ค้าและ พันธมิตร เพื่อส่งเสริมการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนั้น GC ยังมีโครงการ GC YOUเทิร์น นวัตกรรมการบริหารจัดการพลาสติกใช้แล้วแบบครบวงจร ซึ่งร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรกว่า 140 องค์กร ทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา โรงพยาบาล และชุมชนทั่วประเทศ ส่งเสริมให้ประชาชนนำขวดพลาสติกใส PET และขวดพลาสติกขุ่น HDPE ที่ใช้แล้วมาทิ้งยังจุดทิ้งพลาสติกใช้แล้ว (Drop Point) กว่า 400 จุด เพื่อคัดแยกตั้งแต่ต้นทางก่อนนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลและอัพไซเคิลเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่า ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ให้เกิดขึ้นจริงในระดับประเทศ และสามารถนำพลาสติกใช้แล้วกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้กว่า 122,000 ตัน

ในมิติด้านสังคมและชุมชน GC ดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการมีส่วนร่วมในการพัฒนาและช่วยเหลือชุมชนและสังคมโดยรอบในทุกพื้นที่การดำเนินงานของบริษัทฯ เพื่อรักษาไว้ซึ่งสมดุลของการดำเนินธุรกิจและคุณภาพชีวิตที่ดี พร้อมมุ่งส่งเสริมการสร้างงานและสร้างรายได้ให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง ผ่านโครงการพัฒนาทักษะอาชีพและวิสาหกิจชุมชนต่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่าการเติบโตของธุรกิจจะก้าวไปพร้อมกับการพัฒนาศักยภาพของคนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง เพื่อให้ชุมชนแข็งแกร่ง และเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

S&P Global Corporate Sustainability Assessment (CSA) เป็นการประเมินความยั่งยืนที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดย S&P Global (DJSI เดิม) ซึ่งมีบริษัทขนาดใหญ่กว่า 9,200 แห่งทั่วโลก เข้ารับการประเมิน โดย CSA จะประเมินประสิทธิผล (Performance) ในการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนครอบคลุม ESG ทั้ง 3 มิติ (Environment, Social, Governance) ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่นำมาพิจารณาประกอบควบคู่กับปัจจัยอื่นๆ ในการลงทุน

#GCStandOut #แตกต่างอย่างยั่งยืน 

#GCChemistryforBetterLiving

LATEST NEWS

GC เสนอขายหุ้นกู้ต่อประชาชนทั่วไป 2 ชุด อายุ 7 ปีที่อัตราดอกเบี้ย 2.65% ต่อปีและ 10 ปีที่อัตราดอกเบี้ย 3.00% ต่อปี พร้อมเดินหน้าบริหารโครงสร้างเงินทุนเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ผู้นำในธุรกิจเคมีภัณฑ์ระดับสากลและแกนนำธุรกิจเคมีภัณฑ์ของกลุ่ม ปตท. เสนอขายหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ ซึ่งผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิไถ่ถอนก่อนครบกำหนด ต่อประชาชนเป็นการทั่วไป (Public Offering) โดยหุ้นกู้แบ่งเป็น 2 ชุด ได้แก่ หุ้นกู้รุ่นอายุ 7 ปี อัตราดอกเบี้ย 2.65% ต่อปี และรุ่นอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.00% ต่อปี เปิดจองซื้อ 3 ช่วง ระหว่างวันที่ 14–21 กันยายน 2569 โดยหุ้นกู้ดังกล่าวได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ AA-(tha) จากฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569

WHART ทุ่ม 2.5 พันล้านฮุบ WGCL ล็อกสัญญาเช่า 30 ปี ชูจุดแข็งคลังสินค้า Built-to-Suit เคาะราคาขายสูงสุด 11.10 บาท เปิดจองหน่วยเพิ่มทุน 21 ก.ย.-1 ต.ค.

กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าดับบลิวเอชเอ พรีเมี่ยม โกรท (WHART) เดินหน้าขยายพอร์ตต่อเนื่องด้วยการเข้าลงทุนใน WGCL ศูนย์กระจายสินค้าระดับสากลบนทำเลยุทธศาสตร์ EEC มาบตาพุด จ.ระยอง มูลค่ารวมไม่เกิน 2,507.60 ล้านบาท สินทรัพย์คุณภาพสูงแบบ Built-to-Suit พื้นที่รวม 99,390 ตร.ม. พร้อมสัญญาเช่าระยะยาว 30 ปี ดันมูลค่าทรัพย์สินรวมทะลุ 56,000 ล้านบาท เปิดจองซื้อหน่วยทรัสต์เพิ่มทุน ผู้ถือหน่วยเดิมจอง 21 – 25 ก.ย. และประชาชนทั่วไป 28 ก.ย.-1 ต.ค.69 นี้

NER โดดเด่นครึ่งปีหลัง โบรกเกอร์เชียร์ “ซื้อ” เคาะราคาเป้าหมายสูงสุด 6.50 บาท รับอานิสงส์ราคายางฟื้น-Supply ตึงตัว คาดกำไรปี 69 แตะ 1.8 พันลบ. ชูจุดเด่น PE ต่ำกลุ่มสินค้า EUDR

นักวิเคราะห์แนะนำ “ซื้อ” หุ้น บมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) ให้ราคาเป้าหมายสูงสุด 6.50 บาท/หุ้น มองแนวโน้มผลการดำเนินงานครึ่งหลังปี 69 มีโอกาสฟื้นตัวโดดเด่น ตามทิศทางราคายางที่ปรับตัวสูงขึ้นจากภาวะ Supply ในตลาดที่ตึงตัว พร้อมมอง NER เป็นหนึ่งในผู้ผลิตยางแท่งไทยที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากมาตรการ EUDR ของยุโรป หากเริ่มบังคับใช้ ขณะที่คาดกำไรทั้งปีมีโอกาสแตะ 1.8 พันล้านบาท และราคาหุ้นยังมีจุดเด่นจากค่า PE ที่อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับกลุ่มผู้ผลิตสินค้า EUDR

RELATED