SCB CIO แนะลงทุนหุ้นอินเดีย กำลังซื้อในประเทศหนุนเศรษฐกิจโต

SCB CIO มองตลาดหุ้นอินเดียมีแนวโน้มสดใส  เศรษฐกิจ 10 ปีต่อจากนี้มีโอกาสจะเติบโตในระดับ 6-7% ต่อปีโดยได้รับแรงหนุนจากการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก  คาดว่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจก่อนการเลือกตั้งมาสนับสนุนการบริโภคแรงกดดันFund Flow ไหลออกเริ่มลดลงหลังจากตลาดมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้วและมีโอกาสคงอัตราดอกเบี้ยไปจนถึงกลางปีหน้า  นักวิเคราะห์มองการเติบโตของดัชนี Nifty 50 ในมุมของ Forward EPS ในปี 2567-2568 อยู่ในระดับ 14-18%  และ Forward ROEอยู่ในระดับ 14-16%  SCB CIO จึงแนะนำทยอยเข้าสะสมหุ้นอินเดียเนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับสูงกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค

ดร.กำพล  อดิเรกสมบัติ  ผู้อำนวยการอาวุโสและหัวหน้าทีม SCB Chief Investment Office (SCB CIO)    ธนาคารไทยพาณิชย์  เปิดเผยว่า SCB CIO มองว่า  ตลาดหุ้นอินเดียมีแนวโน้มสดใส เนื่องจาก ขนาดเศรษฐกิจอินเดียในช่วง 10 ปีจากนี้ จะเติบโต 6-7% ต่อปี  ทำให้เศรษฐกิจอินเดียมีโอกาสแซงหน้าประเทศญี่ปุ่นและเยอรมนี ภายในปี 2573 ซึ่งการเติบโตของเศรษฐกิจอินเดีย มาจากภายในประเทศเป็นหลัก ทั้งจากแรงหนุนภาครัฐ ภาคเอกชน และการบริโภคของประชากร  

“รัฐบาลอินเดียได้มีการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจขนานใหญ่ในช่วงที่ผ่านมา จึงนำไปสู่วงจรการลงทุนรอบใหม่ ทั้งจากฝั่งรัฐบาลและภาคเอกชน ขณะที่ การบริโภคได้แรงหนุนจากการขยายตัวของประชากรทั้งด้าน จำนวนประชากรวัยทำงานที่ยังอยู่ระยะขยายตัว รายได้ต่อหัวที่เพิ่มสูงขึ้น และการขยายตัวของเมือง (Urbanization) นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการฟื้นตัวที่เด่นชัดของวัฏจักรความต้องการที่อยู่อาศัย ความแข็งแกร่งของงบดุลภาคธนาคารและภาคครัวเรือน เป็นฐานสำคัญสนับสนุนการขยายตัวของสินเชื่อ อีกทั้งมีปัจจัยจากการเมืองอินเดีย ที่คาดว่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจก่อนการเลือกตั้งมาสนับสนุนการบริโภคด้วย” ดร.กำพล กล่าว

ทั้งนี้ ตลาดหุ้นอินเดีย มีมูลค่าตลาด (มาร์เก็ตแคป) อยู่ที่ประมาณ 3.7 ล้านล้านดอลลาร์ สรอ. มีขนาดใหญ่อันดับ 5 ของโลก กำลังได้แรงหนุนจากนโยบายส่งเสริมการลงทุนลดหย่อนภาษีจากรัฐบาล โดยดัชนีหลักที่นักลงทุนติดตาม ได้แก่ Nifty 50 และ Sensex ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีขนาดใหญ่สุด คือ กลุ่มการเงิน ตามด้วย เทคโนโลยีสารสนเทศ และพลังงาน ขณะที่ ปัจจุบัน Fund Flow ของนักลงทุนภายในประเทศเริ่มมีบทบาทสำคัญมากขึ้น หลังรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนให้ภาคครัวเรือนเก็บออมเพื่อการเกษียณผ่านกองทุน Systematic Investment Plans หรือ (SIPs) ซึ่งเป็นการลงทุนที่ลดหย่อนภาษีได้ และมีระบบช่วยในการลงทุนเป็นประจำรายเดือน 

จากความน่าสนใจของตลาดหุ้นอินเดีย ทำให้ เรามีมุมมอง Slightly Positive หรือแนะนำให้ทยอยลงทุนได้สำหรับตลาดหุ้นอินเดีย เนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับสูงกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค และผลบวกจาก Election Rally เราเชื่อว่า รัฐบาลจะมีมาตรการเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ และ การบริโภคในช่วงก่อนการเลือกตั้งรัฐบาลรอบเดือน เม.ย – พ.ค. 2567 ขณะที่ แรงกดดันของ Fund Flow ไหลออกเริ่มลดลง หลังจากตลาดมีมุมมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และ มีโอกาสคงอัตราดอกเบี้ยไปจนถึงกลางปีหน้า นอกจากนี้ การที่พันธบัตรประเทศอินเดียจะถูกรวมเข้าคำนวณในดัชนี JP Morgan Local Government Bond index (GBI-EM GD) ในช่วงระยะเวลา 10 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 28 มิ.ย. 2567 เป็นต้นไป จะช่วยเพิ่มเงินทุนไหลเข้ามาลงทุนอินเดีย และ ลดความเสี่ยงของ fund flow ไหลออกในอนาคต 

 ในส่วนของตลาดหุ้น ดัชนี MSCI ก็ได้เพิ่มน้ำหนักหุ้นอินเดียใน ดัชนี MSCI Emerging Market จาก 15.9% สู่ระดับ 16.3% ซึ่งจะช่วยเพิ่มความน่าสนใจการลงทุนในหุ้นอินเดียต่อนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะกองทุนและETF ที่มีกลยุทธ์แบบ Passive Investment  และคาดว่าจะมีเงินไหลเข้าตลาดหุ้นอินเดียเพิ่มเติมอีก 1.5 พันล้านดอลลาร์ สรอ. หลังจากการปรับปรุงน้ำหนัก ขณะที่ เงินเฟ้อชะลอความร้อนแรงลง โดยอัตราเงินเฟ้อเคยอยู่สูงสุดในเดือน ก.ค. 2566 ที่ 7.4%YoY และได้ลดลงสู่ระดับ 4.8%YoY ในเดือน ต.ค. 2566 และ มีแนวโน้มลดลงต่อ ทำให้มีโอกาสที่ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงได้ 25 bps ในปี 2567 

ตลาดหุ้นอินเดียถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นหลัก เหมาะกับการลงทุนในช่วงที่ความเสี่ยงการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่สูงขึ้น ตลาดหุ้นอินเดียยังมีแนวโน้มที่ดีในระยะยาว ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากโครงสร้างประชากรที่ดี มีความพร้อมทางด้านกฎระเบียบและนโยบายรัฐที่สนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชน หนี้ครัวเรือน หนี้ของธุรกิจเอกชน และหนี้เสียของธนาคารที่ยังอยู่ในระดับต่ำ รวมทั้งการฟื้นตัวของเครื่องจักรเศรษฐกิจที่สำคัญ อย่างธุรกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ และ ภาคอุตสาหกรรมการผลิต จะเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะสนับสนุนการเติบโตในช่วงถัดไป

นอกจากนี้  Valuation ของดัชนี Nifty 50 อยู่ที่ระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี บนมาตรวัดทั้งในเชิงของ 12-Month forward price-to-earnings และ 12-Month forward price-to-book จากการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์สำนักต่างๆ โดยเฉลี่ย มองว่า Forward EPS หรือ กำไรต่อหุ้นในอนาคต ปี 2567-2568 อยู่ในระดับ 14-18%  (ในขณะที่ กำไรงวด 9 เดือน ปี 2566 เติบโตกว่า 12.5% YOY) Forward ROE หรือผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้นในอนาคต อยู่ในระดับ 14-16% ซึ่งเรามองว่า ROE มีโอกาสขยายตัวได้อีก ตามการฟื้นตัวจากภาวะการปรับโครงสร้างของหนี้ในระบบ (Deleveraging) ตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา และเครื่องจักรเศรษฐกิจ (ภาคอสังหาฯ ภาคการเงินและการธนาคาร และ ภาคการผลิต) ที่หยุดปรับปรุงระบบไปนาน กลับมาดำเนินงานได้อีกครั้งด้วยฐานใหม่ที่มั่นคง เรามองว่ามีโอกาสเห็นการขยายตัวของ ROE ที่เหนือกว่าค่าเฉลี่ย 20 ปีที่ 17% (ปีงบประมาณ 2566 อยู่ที่ 15%) และอาจกลับไปอยู่ใน Zone ขยายตัวที่ 18-26% เช่นครั้งในอดีต ทั้งนี้ นับแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (YTD) ดัชนี Nifty 50 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 9.5% และ Sensex  ปรับเพิ่มขึ้น 8.6%

ขณะที่ ความเสี่ยงสำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นอินเดียที่นักลงทุนต้องพิจารณา ได้แก่ ความผันผวนของค่าเงินอินเดียรูปี ซึ่งนับตั้งแต่ต้นปี 2547 จนถึงปัจจุบัน ลดลงไปกว่า 45% มีผลต่อการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมีความพยายามจำกัดความเสี่ยงจากค่าเงินด้วยการเพิ่มทุนสำรอง รวมทั้งหันไปนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย โดยซื้อขายด้วยสกุลเงินอินเดียรูปี แทนดอลลาร์ สรอ. ส่วนประเด็นความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เรามองว่ามีแนวโน้มชะลอตัวลงในระยะถัดไป

LATEST NEWS

ทรู คอร์ปอเรชั่น เผยผลประกอบการปี 2566 กำไร EBITDA ดีต่อเนื่อง 4 ไตรมาส รายได้รวมโต ผล Synergy เกินเป้า

บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) รายงานผลประกอบการปี 2566 รายได้รวมจากธุรกิจหลักเติบโตดีขึ้นทั้งจากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และบริการออนไลน์ พร้อมยอดผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มขึ้น  มูลค่า Synergy ปี 2566 ได้เกินเป้าหมายจากการเร่งการดำเนินการตามแผนงานสำคัญต่างๆ  โดย EBITDA เพิ่มขึ้นเป็นไตรมาสที่ 4 ติดต่อกันเป็นผลมาจากการรับรู้ผลประโยชน์จากการควบรวม (Synergy) และการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยกระดับความเชื่อมั่นเรื่อง short selling และ program trading รวมถึงมาตรการเพิ่มการเปิดเผยข้อมูลแก่สาธารณชน

ตามที่คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการประชุมเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2567 ได้มีมติอนุมัติในหลักการให้
นำผลการศึกษากฎหมาย กฎเกณฑ์ และแนวทางการกำกับดูแลของตลาดหลักทรัพย์ชั้นนำในต่างประเทศมาใช้ประกอบการพิจารณาปรับปรุงแนวทางการกำกับดูแลการขายชอร์ต (short selling) และการใช้คอมพิวเตอร์ส่งคำสั่งซื้อขาย (program trading) ของตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อยกระดับการกำกับดูแลและเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุนทุกประเภทนั้น  

SKR ควัก 370 ลบ. จ่ายเงินปันผล 0.18 บาท/หุ้น โชว์ผลงานไตรมาส 4/66 รายได้-กำไรสุทธิแกร่ง หนุนทั้งปี 2566 กำไรสุทธิแตะ 891 ลบ. 

บอร์ด SKR ไฟเขียวควัก 370 ล้านบาทจ่ายเงินปันผล 0.18 บาท/หุ้นโชว์ผลงานไตรมาส 4/66 แข็งแกร่งทั้งรายได้-กำไรสุทธิหนุนภาพรวมทั้งปี 66 กำไรสุทธิแตะ 891 ล้านบาท พร้อมรักษาอัตรากำไร 15.23% สูงกว่าภาพรวมอุตสาหกรรม ปักหมุดรายได้ปี 67 โตทะลุ 6,500 ล้านบาท จากแผนเดินหน้าพัฒนาศักยภาพทางการแพทย์รองรับการเติบโตเคสผ่าตัดโรคยากซับซ้อน พร้อมต่อยอดโรงพยาบาลเฉพาะทาง 24 ชั่วโมงภายใต้การดำเนินงานตามกลยุทธ์ “Single Quality to Multiple Transform”

RELATED