Speaker
- คุณสุธิดา มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
- คุณนิติกานต์ รามนัฏ Partner Baker & McKenzie Limited
- ดร.นิติ เนื่องจำนงค์ ผู้อำนวยการอาวุโส Wealth Planning and Family Office ธนาคารไทยพาณิชย์
ท่ามกลางพายุเศรษฐกิจที่โหมกระหน่ำจากภายนอก ความท้าทายที่แท้จริงของการส่งต่อความมั่งคั่งอาจไม่ได้มาจากสภาวะตลาด แต่กลับเป็น “พายุภายใน” ครอบครัวที่กำลังก่อตัวขึ้นจากความไม่เข้าใจ ช่องว่างระหว่างวัย และการขาดการวางแผนที่ดี ในงานสัมมนา SCB WEALTH Holistic Wealth Forum 2025: Storm Shift ได้พาไปเจาะลึกถึงกลยุทธ์การเปลี่ยนผ่านธุรกิจจากรุ่นสู่รุ่น โดยผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ คุณสุธิดา มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), คุณนิติกานต์ รามนัฏ Partner Baker & McKenzie Limited และ ดร.นิติ เนื่องจำนงค์ ผู้อำนวยการอาวุโส Wealth Planning and Family Office ธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งทั้ง 3 ท่าน ต่างเห็นตรงกันว่า รากฐานของความมั่งคั่งที่แท้จริงคือ “ความสัมพันธ์” และการวางระบบที่ถูกต้อง เพื่อเปลี่ยนความขัดแย้งให้กลายเป็นพลังในการขับเคลื่อนธุรกิจต่อไป
คุณสุธิดา มงคลสุธี ซีอีโอหญิงแกร่งแห่งอาณาจักร Synnex ถ่ายทอดประสบการณ์การรับไม้ต่อจากรุ่นคุณพ่อจนสามารถสร้างรายได้เติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยชี้ให้เห็นว่าจุดเริ่มต้นของความสำเร็จคือการ “กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนร่วมกัน” ว่าครอบครัวต้องการให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน หรือต้องการเพียงความสงบสุข ซึ่งครอบครัวมงคลสุธียึดหลักการว่าหากลูกหลานจะเข้ามาบริหาร ต้องมีความสามารถที่เหมาะสม ซึ่งหากทายาทไม่มีความถนัดหรือความพร้อม ก็ยินดีเปิดทางให้มืออาชีพเข้ามาบริหารเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตแทน
นอกจากนี้ คุณสุธิดายังเปรียบเปรยถึงการแยกบทบาทที่ชัดเจนว่าต้อง “สวมหมวกให้ถูกใบ” เมื่ออยู่ในห้องประชุมให้คุยกันด้วยเหตุผลของนักธุรกิจ แต่เมื่อก้าวออกจากห้องประชุม เราคือครอบครัวที่ต้องดูแลความรู้สึกกัน โดยเน้นย้ำว่าหัวใจสำคัญของการสืบทอดไม่ใช่แค่การได้รับตำแหน่ง แต่คือ “ความไว้วางใจ (Trust)” ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถร้องขอ แต่ต้องสร้างขึ้นด้วยการกระทำ กุญแจสำคัญที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านของ Synnex ไร้รอยต่อ คือการที่คุณพ่อให้ “อำนาจการตัดสินใจเบ็ดเสร็จ” แก่ทายาท เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการบริหาร ขณะเดียวกัน ผู้นำรุ่นใหม่ก็ต้องให้เกียรติผู้บริหารรุ่นก่อนในฐานะ “Mentor” พร้อมกับสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” หรือ Business Unit ใหม่ๆ ให้คนรุ่นใหม่ในองค์กรได้ลองผิดลองถูกและพิสูจน์ฝีมือภายใต้การบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม
ในขณะที่มุมมองของที่ปรึกษากฎหมาย คุณนิติกานต์ รามนัฏ Partner Baker & McKenzie Limited สะท้อนปัญหาว่าธุรกิจครอบครัวส่วนใหญ่มักขาดโครงสร้างที่ชัดเจน โดยเฉพาะการไม่มีเอกสารทางกฎหมายรองรับความเข้าใจภายในครอบครัว คุณนิติกานต์ชี้ว่า “ธรรมนูญครอบครัว” ไม่ใช่เพียงกระดาษ แต่ต้องมีสภาพบังคับที่ใช้ได้จริงในทางกฎหมายหากจำเป็น เช่น ข้อตกลงเรื่องการไม่ประกอบธุรกิจแข่งกัน หรือข้อจำกัดการโอนหุ้นที่ระบุไว้ในข้อบังคับบริษัท Holding Company
พร้อมกันนี้ คุณนิติกานต์ยังให้คำแนะนำสำหรับครอบครัวที่สงสัยว่าถึงเวลาต้องมีระบบจัดการที่เป็นทางการหรือยัง โดยให้สังเกตจาก 3 สัญญาณ คือ
1. ทรัพย์สินเป็นของธุรกิจครอบครัวไม่ใช่ของส่วนตัว
2. มีการลงทุนข้ามประเทศหรือกฎหมายซับซ้อน
3. ความซับซ้อนของการลงทุนเกินกว่าที่คนเดียวจะดูแลไหว
หากเข้าข่ายนี้ การจัดตั้ง Family Office คือทางออกที่จำเป็น อีกทั้งยังเสนอประเด็นเรื่อง “Wealth Enjoyment” ว่าปัญหาความขัดแย้งในหลายครอบครัวเกิดจากการที่ทายาทรุ่นที่ 2 ทำงานหนักแต่ได้รับเพียงเงินเดือน โดยไม่มีการจ่ายเงินปันผล ทำให้ไม่ได้ชื่นชมดอกผลของความมั่งคั่ง ดังนั้น การวางโครงสร้างที่เอื้อให้สมาชิกครอบครัวได้ Enjoy Wealth จึงเป็นกุญแจสำคัญในการลดความขัดแย้งระยะยาว
ด้าน ดร.นิติ เนื่องจำนงค์ ผู้อำนวยการอาวุโส Wealth Planning and Family Office ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้ขยายความถึงบทบาทของ “Family Office” ว่าไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับครอบครัวไทย โดยนิยามว่า Family Office คือการหาคนที่รู้จักและเข้าใจทั้ง “คน” และ “ทรัพย์สิน” ของครอบครัวอย่างลึกซึ้ง ดร.นิติ มองว่า “พายุภายใน” หรือความขัดแย้ง เป็นสัญญาณเตือนให้ครอบครัวต้องหันหน้ามาคุยกัน โดยย้ำว่าหัวใจของการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ “สิ่งที่สำคัญมากกว่าการพูด คือการฟัง” โดยเฉพาะการฟังด้วยความเข้าใจ (Empathy) เพื่อค้นหา “Family Centric” หรือความต้องการที่แท้จริงของสมาชิกทุกคนให้เจอก่อนที่จะไปร่างเอกสารสัญญาใดๆดร.นิติ ยังแนะนำเครื่องมือสำคัญคือ “กระบวนการไกล่เกลี่ย (Family Mediation)” โดยใช้คนกลาง (Mediator) ที่เป็นกลาง เข้ามาช่วยจัดการอารมณ์และหาทางออกเมื่อเกิดความเห็นต่าง เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาบานปลายไปถึงชั้นศาล ซึ่งจะช่วยรักษาทั้งทรัพย์สินและความสัมพันธ์ไว้ได้
บทสรุปจากเวทีนี้สะท้อนให้เห็นว่า การปกป้องความมั่งคั่งจากพายุในบ้าน ต้องเริ่มทำตั้งแต่วันที่ครอบครัวยังรักกันดี โดยต้องใช้ทั้ง “ศาสตร์” แห่งการวางโครงสร้างกฎหมาย และ “ศิลป์” แห่งการสื่อสารและการฟัง เพื่อให้การส่งต่อความมั่งคั่งเป็นไปตามหลักคิดที่ ดร.นิติ ฝากทิ้งท้ายไว้ว่า “อย่าส่งต่อทรัพย์ ก่อนส่งต่อคุณค่า” เพื่อให้มรดกที่ส่งมอบไปนั้น เป็นรากฐานที่มั่นคงให้ทายาทรุ่นต่อไปสามารถต่อยอดความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน

