นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เผยว่า ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยมีความผันผวนสูงกว่าปกติ ส่งผลให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องเร่งหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณามาตรการสร้างความเชื่อมั่น เช่น การเพิ่มเม็ดเงินใหม่ผ่านกองทุน LTF และสนับสนุนความยั่งยืน (ESG)
โดยปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้กำหนดแผนการดำเนินงาน 3 ระยะ ได้แก่
แผนระยะสั้น
ยกระดับ Co-location : บริการพื้นฐานสำหรับบริษัทหลักทรัพย์ ที่ให้พื้นที่วางเซิร์ฟเวอร์และเชื่อมต่อระบบซื้อขายจากศูนย์คอมพิวเตอร์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ช่วยลดระยะทางสำหรับการสื่อสารระหว่างระบบ มีประสิทธิภาพทางด้านความเร็ว สามารถรับข้อมูลและคำสั่งซื้อขายได้ทันท่วงที
โดยผู้ลงทุนที่เป็นลูกค้าของบริษัทหลักทรัพย์เหล่านี้จะได้ประโยชน์จากบริการนี้ คาดหลังไตรมาส 2 ปี 2568 มีบริษัทหลักทรัพย์เข้าใช้มากกว่าครึ่ง
แผนระยะกลาง
เปิดตัวโครงการ Jump+ : มาตรการเพิ่มมูลค่าธุรกิจไทยตลอด 3 ปีข้างหน้า โดยมุ่งเน้น 4 ด้านหลัก ได้แก่ การเติบโต (Growth) เห็นผลชัดเจน (Visibility) ผลตอบแทนพิเศษ (Incentive) และความเชื่อมั่น (Trust & Confidence) คาดดำเนินโครงการ เดือนพฤษภาคม 2568 เฟสแรกคัดเลือกบริษัทเข้าร่วม 50 บริษัท

ทั้งนี้นายอัสสเดช เสริมว่า ภายใน 2 อาทิตย์นี้ทางตลาดหลักทรัพย์ฯ จะมีการหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อเจรจาขอสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับบริษัทที่เข้าร่วมโครงการ โดยเสนอยกเว้นภาษีกำไรส่วนเพิ่มที่เกิดขึ้นระหว่างร่วมโครงการหากสามารถเติบโตได้ตามแผน รวมทั้งไม่เก็บภาษีย้อนหลังกับบริษัทนอกตลาดที่ถูกควบรวมหรือซื้อกิจการกับบริษัทในโครงการ
แผนระยะยาว
สนับสนุนให้ไทยเป็น Listing hub : แหล่งระดมทุนของบริษัทในภูมิภาคและทั่วโลก เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์การลงทุนที่หลากหลาย สร้างความง่ายในการประกอบธุรกิจ (ease of doing business)
สำหรับประเด็นโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารทางการเงิน (Treasury Stock) นายอัสเดชเผยว่า ขณะนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำลังอยู่ในระหว่างหารือกับกระทรวงพาณิชย์เพื่อปรับแก้ไขกฎเกณฑ์ ด้วยการจัดตั้งคณะทำงาน 3 ฝ่าย ได้แก่ ตลาดหลักทรัพย์ฯ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และกระทรวงพาณิชย์ เพื่อปรับกฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรค เช่น การปลดล็อกการกำหนดสัดส่วนการซื้อหุ้นคืนไม่เกิน 10% และระยะเวลาการซื้อหุ้นคืน


