ศิครินทร์ ติดโผ “ESG100” ต่อเนื่อง 4 ปีซ้อน ตอกย้ำโมเดลการเติบโตแบบยั่งยืน

บมจ.ศิครินทร์ ติดอันดับกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 ดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อมสังคมและธรรมาภิบาลปี 2567 จากสถาบันไทยพัฒน์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ตอกย้ำโมเดลการเติบโตอย่างยั่งยืน 

นายเสนีย์ จิตตเกษม ประธานกรรมการ บริษัท ศิครินทร์ จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ เปิดเผยว่า บริษัทฯได้รับคัดเลือกเป็น 1 ในบริษัทกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 กลุ่มบริการ/การแพทย์ ประจำปี 2567 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 นับตั้งแต่ปี 2564 (พ.ศ.2564-2567)ด้วยการคัดเลือกทั้งหมด 920 หลักทรัพย์จดทะเบียน จากสถาบันไทยพัฒน์ ตอกย้ำการมีระบบกำกับดูแลกิจการที่ดี มีระบบบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม 

โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทฯได้มุ่งเน้นดำเนินงานและพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน คำนึงถึงประเด็น ESG และยังคงเดินหน้าเพิ่มศักยภาพทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อเติบโตไปกับเมกะเทรนด์ด้านสุขภาพของประเทศ พร้อมร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสังคมที่นำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “ศิครินทร์ เคียงข้างคุณ” โดยเฉพาะการให้บริการตรวจสุขภาพเชิงรุกผ่านโรงพยาบาลเคลื่อนที่ (SIKARIN Connect) อย่างต่อเนื่อง

นายเสนีย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ล่าสุดเครือโรงพยาบาลศิครินทร์ได้เปิด “สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน” ต่อยอด ศิครินทร์เฉพาะทาง 24 ชม. รักษาครอบคลุมกลุ่มโรคยากที่มีความซับซ้อนด้วยการผ่าตัด ชูจุดแข็งแพทย์เฉพาะทางรักษาได้ทันที ไม่ต้องส่งต่อ โดยพร้อมมุ่งสู่การเป็น Healthcare Solutions ของประเทศไทย ด้วยการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันและศักยภาพของการเติบโตในระยะยาว ซึ่งการจัดอันดับของสถาบันไทยพัฒน์ จะพิจารณาข้อมูลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ควบคู่กับผลประกอบการของบริษัท 

ทั้งนี้ สถาบันไทยพัฒน์ เป็นผู้ริเริ่มพัฒนาข้อมูลด้านความยั่งยืนของธุรกิจ ได้เปิดเผยรายชื่อหลักทรัพย์จดทะเบียนที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้าน ESG จำนวน 100 บริษัท หรือที่เรียกว่ากลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 เป็นครั้งแรกในปี 2558 และได้มีการเก็บรวบรวมข้อมูลด้านความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนและดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 10 ในปี 2567 ซึ่งการจัดอันดับบริษัทจดทะเบียนด้านการพัฒนาความยั่งยืนของธุรกิจนี้ ถือเป็นแหล่งข้อมูลด้านความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียน เพื่อรองรับความต้องการของผู้ลงทุนที่ให้น้ำหนักการลงทุนในบริษัทที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ และเป็นทางเลือกให้ผู้ลงทุนที่ต้องการลงทุนในหลักทรัพย์จดทะเบียนที่มีคุณภาพและได้รับผลตอบแทนที่มิได้ด้อยไปกว่าการลงทุนในแบบทั่วไป

LATEST NEWS

GC เสนอขายหุ้นกู้ต่อประชาชนทั่วไป 2 ชุด อายุ 7 ปีที่อัตราดอกเบี้ย 2.65% ต่อปีและ 10 ปีที่อัตราดอกเบี้ย 3.00% ต่อปี พร้อมเดินหน้าบริหารโครงสร้างเงินทุนเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ผู้นำในธุรกิจเคมีภัณฑ์ระดับสากลและแกนนำธุรกิจเคมีภัณฑ์ของกลุ่ม ปตท. เสนอขายหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ ซึ่งผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิไถ่ถอนก่อนครบกำหนด ต่อประชาชนเป็นการทั่วไป (Public Offering) โดยหุ้นกู้แบ่งเป็น 2 ชุด ได้แก่ หุ้นกู้รุ่นอายุ 7 ปี อัตราดอกเบี้ย 2.65% ต่อปี และรุ่นอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.00% ต่อปี เปิดจองซื้อ 3 ช่วง ระหว่างวันที่ 14–21 กันยายน 2569 โดยหุ้นกู้ดังกล่าวได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ AA-(tha) จากฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569

WHART ทุ่ม 2.5 พันล้านฮุบ WGCL ล็อกสัญญาเช่า 30 ปี ชูจุดแข็งคลังสินค้า Built-to-Suit เคาะราคาขายสูงสุด 11.10 บาท เปิดจองหน่วยเพิ่มทุน 21 ก.ย.-1 ต.ค.

กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าดับบลิวเอชเอ พรีเมี่ยม โกรท (WHART) เดินหน้าขยายพอร์ตต่อเนื่องด้วยการเข้าลงทุนใน WGCL ศูนย์กระจายสินค้าระดับสากลบนทำเลยุทธศาสตร์ EEC มาบตาพุด จ.ระยอง มูลค่ารวมไม่เกิน 2,507.60 ล้านบาท สินทรัพย์คุณภาพสูงแบบ Built-to-Suit พื้นที่รวม 99,390 ตร.ม. พร้อมสัญญาเช่าระยะยาว 30 ปี ดันมูลค่าทรัพย์สินรวมทะลุ 56,000 ล้านบาท เปิดจองซื้อหน่วยทรัสต์เพิ่มทุน ผู้ถือหน่วยเดิมจอง 21 – 25 ก.ย. และประชาชนทั่วไป 28 ก.ย.-1 ต.ค.69 นี้

NER โดดเด่นครึ่งปีหลัง โบรกเกอร์เชียร์ “ซื้อ” เคาะราคาเป้าหมายสูงสุด 6.50 บาท รับอานิสงส์ราคายางฟื้น-Supply ตึงตัว คาดกำไรปี 69 แตะ 1.8 พันลบ. ชูจุดเด่น PE ต่ำกลุ่มสินค้า EUDR

นักวิเคราะห์แนะนำ “ซื้อ” หุ้น บมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) ให้ราคาเป้าหมายสูงสุด 6.50 บาท/หุ้น มองแนวโน้มผลการดำเนินงานครึ่งหลังปี 69 มีโอกาสฟื้นตัวโดดเด่น ตามทิศทางราคายางที่ปรับตัวสูงขึ้นจากภาวะ Supply ในตลาดที่ตึงตัว พร้อมมอง NER เป็นหนึ่งในผู้ผลิตยางแท่งไทยที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากมาตรการ EUDR ของยุโรป หากเริ่มบังคับใช้ ขณะที่คาดกำไรทั้งปีมีโอกาสแตะ 1.8 พันล้านบาท และราคาหุ้นยังมีจุดเด่นจากค่า PE ที่อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับกลุ่มผู้ผลิตสินค้า EUDR

RELATED