คดีหุ้น MORE หนึ่งในเหตุการณ์ใหญ่สะเทือนตลาดทุนไทยเมื่อปี 2565 ล่าสุด ตลาดหลักทรัพย์ฯ พร้อม ปปง., DSI, บช.ก., ASCO เผยความคืบหน้า ดำเนินคดีเอาผิดผู้กระทำความผิดได้แล้ว 42 ราย พร้อมยึดและอายัดทรัพย์สินกว่า 4,500 ล้านบาท ฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จับมือหน่วยงานสำคัญด้านยุติธรรม ได้แก่ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) และสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (ASCO) ร่วมแถลงความคืบหน้าในการดำเนินคดีปั่นหุ้นบริษัท มอร์ รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) (MORE) พร้อมย้ำความมุ่งมั่นในการบูรณาการข้อมูลและศักยภาพของทุกหน่วยงานเพื่อจัดการกับผู้กระทำผิดและสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดทุนไทย
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุว่า คดีหุ้น MORE ถือเป็นกรณีตัวอย่างของอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่มีความซับซ้อนและส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง จำเป็นต้องใช้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดจากทุกหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม การทำงานร่วมกันช่วยให้สามารถตรวจสอบพฤติกรรมทุจริต รวบรวมพยานหลักฐาน และเร่งดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังได้ยกระดับมาตรการกำกับดูแล เช่น มาตรการ Auto Pause, Minimum Resting Time และการเปิดเผยข้อมูลลูกค้าที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำในอนาคต
นายพิเชษฐ สิทธิอำนวย นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (ASCO) เปิดเผยว่า ASCO ได้ร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแลตั้งแต่เริ่มเกิดเหตุ รวบรวมหลักฐานจนสามารถร้องทุกข์กล่าวโทษผู้กระทำผิด พร้อมผลักดันมาตรการป้องกันเพิ่มเติม โดยเฉพาะการจัดตั้ง Securities Data Exchange Platform (SDEP) ซึ่งจะเป็นระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลลูกค้าที่มีความเสี่ยงในระดับอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงของบริษัทหลักทรัพย์ คาดว่าจะเริ่มใช้จริงได้ภายในกุมภาพันธ์ 2569
พลตำรวจโท จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยว่า คดีนี้เป็นหนึ่งในคดีปั่นหุ้นที่สามารถเอาผิดผู้กระทำผิดได้มากที่สุดถึง 42 ราย พร้อมยึดและอายัดทรัพย์สินมูลค่าสูงสุดถึง 4,500 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงความจริงจังของการบังคับใช้กฎหมายและความสำเร็จของความร่วมมือข้ามหน่วยงาน
ด้านนายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. ย้ำว่า ความสำเร็จดังกล่าวมาจากการพัฒนารูปแบบการทำงานร่วมกัน (Inter-agency Cooperation Model) ที่ช่วยระงับธุรกรรมต้องสงสัยได้ภายในเพียง 1 วัน เร็วกว่ามาตรฐานเดิมที่ใช้เวลา 2–3 วัน ทำให้สามารถตัดวงจรอาชญากรรมและติดตามทรัพย์สินคืนแก่ผู้เสียหาย โดยสำหรับคดีฉ้อโกง ศาลมีคำสั่งคืนหรือชดใช้ทรัพย์สินให้บริษัทหลักทรัพย์ผู้เสียหาย 10 ราย รวมมูลค่า 4.5 พันล้านบาท ส่วนคดีอั้งยี่ 129 ล้านบาท จะคืนให้บริษัทหลักทรัพย์ 10 รายเช่นกัน ด้านคดีปั่นหุ้น จัดเป็นมาตรการทางแพ่ง ที่มีมูลค่าความเสียหายราว 226 ล้านบาท โดยจะเรียกค่าปรับให้เงินตกเป็นของแผ่นดิน
พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กล่าวเสริมว่า คดีนี้สะท้อนวิวัฒนาการของอาชญากรรมตลาดทุน ที่ผู้กระทำผิดใช้ความรู้และช่องว่างของระบบในการทุจริต การประสานงานระหว่างหน่วยงานทำให้สามารถใช้มาตรการทางแพ่งและอาญาเอาผิดผู้ร่วมกระทำผิดทั้งหมด พร้อมยึดทรัพย์คืนสู่แผ่นดิน และชดเชยให้ผู้เสียหายได้อย่างเป็นธรรม
การบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วนในครั้งนี้ ไม่เพียงสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการจัดการคดีปั่นหุ้น แต่ยังเป็นการยกระดับมาตรการป้องกันและเสริมสร้างความมั่นคงให้กับตลาดทุนไทยในระยะยาวตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จับมือหน่วยงานสำคัญด้านยุติธรรม ได้แก่ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) และสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (ASCO) ร่วมแถลงความคืบหน้าในการดำเนินคดีปั่นหุ้นบริษัท มอร์ รีเทิร์น จำกัด (มหาชน) (MORE) พร้อมย้ำความมุ่งมั่นในการบูรณาการข้อมูลและศักยภาพของทุกหน่วยงานเพื่อจัดการกับผู้กระทำผิดและสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดทุนไทย
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุว่า คดีหุ้น MORE ถือเป็นกรณีตัวอย่างของอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่มีความซับซ้อนและส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง จำเป็นต้องใช้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดจากทุกหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม การทำงานร่วมกันช่วยให้สามารถตรวจสอบพฤติกรรมทุจริต รวบรวมพยานหลักฐาน และเร่งดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังได้ยกระดับมาตรการกำกับดูแล เช่น มาตรการ Auto Pause, Minimum Resting Time และการเปิดเผยข้อมูลลูกค้าที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำในอนาคต
นายพิเชษฐ สิทธิอำนวย นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (ASCO) เปิดเผยว่า ASCO ได้ร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแลตั้งแต่เริ่มเกิดเหตุ รวบรวมหลักฐานจนสามารถร้องทุกข์กล่าวโทษผู้กระทำผิด พร้อมผลักดันมาตรการป้องกันเพิ่มเติม โดยเฉพาะการจัดตั้ง Securities Data Exchange Platform (SDEP) ซึ่งจะเป็นระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลลูกค้าที่มีความเสี่ยงในระดับอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงของบริษัทหลักทรัพย์ คาดว่าจะเริ่มใช้จริงได้ภายในกุมภาพันธ์ 2569
พลตำรวจโท จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยว่า คดีนี้เป็นหนึ่งในคดีปั่นหุ้นที่สามารถเอาผิดผู้กระทำผิดได้มากที่สุดถึง 42 ราย พร้อมยึดและอายัดทรัพย์สินมูลค่าสูงสุดถึง 4,500 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงความจริงจังของการบังคับใช้กฎหมายและความสำเร็จของความร่วมมือข้ามหน่วยงาน
ด้านนายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. ย้ำว่า ความสำเร็จดังกล่าวมาจากการพัฒนารูปแบบการทำงานร่วมกัน (Inter-agency Cooperation Model) ที่ช่วยระงับธุรกรรมต้องสงสัยได้ภายในเพียง 1 วัน เร็วกว่ามาตรฐานเดิมที่ใช้เวลา 2–3 วัน ทำให้สามารถตัดวงจรอาชญากรรมและติดตามทรัพย์สินคืนแก่บริษัทหลักทรัพย์ผู้เสียหาย 10 ราย รวมมูลค่า 4,500 ล้านบาท
พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กล่าวเสริมว่า คดีนี้สะท้อนวิวัฒนาการของอาชญากรรมตลาดทุน ที่ผู้กระทำผิดใช้ความรู้และช่องว่างของระบบในการทุจริต การประสานงานระหว่างหน่วยงานทำให้สามารถใช้มาตรการทางแพ่งและอาญาเอาผิดผู้ร่วมกระทำผิดทั้งหมด พร้อมยึดทรัพย์คืนสู่แผ่นดิน และชดเชยให้ผู้เสียหายได้อย่างเป็นธรรม
การบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วนในครั้งนี้ ไม่เพียงสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการจัดการคดีปั่นหุ้น แต่ยังเป็นการยกระดับมาตรการป้องกันและเสริมสร้างความมั่นคงให้กับตลาดทุนไทยในระยะยาว


