TRUE พลิกธุรกิจสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ รายงานกำไรสุทธิ ไตรมาสแรก 1.6 พันล้านบาท

ทรู คอร์ปอเรชั่น รายงานผลกำไรสุทธิหลังหักภาษี 1.6 พันล้านบาท ในไตรมาส 1/2568 นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สามารถพลิกธุรกิจกลับมาสร้างกำไรภายในระยะเวลา 2 ปีหลังการควบรวมกิจการ โดยมีกำไรสุทธิหลังหักภาษีและหลังปรับปรุงรายการพิเศษ (Normalized Net Profit) อยู่ที่ 4.3 พันล้านบาท สำหรับไตรมาสแรกของปี 2568 โดย EBITDA ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่การควบรวมกิจการจากการลดลงของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ซึ่งเป็นผลมาจากจากการมุ่งเน้นผลการดำเนินงานและวินัยทางการเงิน ตลอดจนการรับรู้ผลประโยชน์จากการควบรวม (Synergy)

นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “การผนวกรวมทรูและดีแทคเข้าด้วยกันถือเป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ในการรวมสองผู้นำในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมเข้าเป็นหนึ่งเดียว  ภายใต้เป้าหมายที่ชัดเจนในการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน การรักษาวินัยทางการเงิน  และการสร้างคุณค่าและผลประโยชน์ร่วมกัน (Synergy) เราได้ปรับปรุงเครือข่ายของเราให้ทันสมัย ผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาเสริมประสบการณ์ในทุกช่องทางการให้บริการลูกค้า และที่สำคัญเราได้สร้างทีมที่เป็นหนึ่งเดียวกันด้วยเป้าหมายร่วมกัน ที่พร้อมขับเคลื่อนการทำงานให้เร็วขึ้นและสร้างความร่วมมือที่แข็งแกร่ง  ผมรู้สึกภาคภูมิใจอย่างมากในความทุ่มเทและความมุ่งมั่นของทีมงานตลอดเส้นทางที่ผ่านมา

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น เป็นเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จของทรู คอร์ปอเรชั่น ที่สามารถพลิกฟื้นธุรกิจสร้างผลกำไรได้ในไตรมาสที่ 1/2568

ปัจจุบัน ทรู คอร์ปอเรชั่น มีความพร้อมทั้งด้านการดำเนินงาน และสถานะการเงินเพื่อรองรับการเติบโตในระยะต่อไป เป้าหมายของเราคือการพัฒนาองค์กรจากผู้ให้บริการโทรคมนาคม สู่การเป็นบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ (Telecom-tech company) ที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าในทุกภาคส่วนของสังคม เรามุ่งมั่นที่จะขยายธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยนวัตกรรม และสร้างคุณค่าในระยะยาวให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ความก้าวหน้าที่เราได้บรรลุจนถึงปัจจุบัน สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของบุคลากรของเรา และเป็นรากฐานที่สำคัญในการก้าวต่อไปด้วยเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม”

ในไตรมาส 1/2568 จำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ลดลง 638,000 เลขหมาย หรือ 1.3% จากไตรมาสก่อนหน้ามาอยู่ที่ 48.8 ล้านเลขหมาย โดยเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ลดลง 4.4% ซึ่งเป็นผลจากกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นการเพิ่มผู้ใช้บริการที่มีคุณภาพในช่วงปี 2567 ณ สิ้นไตรมาส 1/2568 ผู้ใช้บริการระบบรายเดือนเพิ่มขึ้น 0.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน อยู่ที่ 15.3 ล้านเลขหมาย ผู้ใช้บริการระบบเติมเงินลดลง 2.0% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน มีจำนวน 33.5 ล้านเลขหมาย ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยตามฤดูกาล สำหรับผู้ใช้บริการออนไลน์เพิ่มขึ้น 0.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน อยู่ที่ 3.8 ล้านราย ณ สิ้นไตรมาส 1/2568 ผู้ใช้บริการ 5G เพิ่มขึ้นเป็น 14.2 ล้านเลขหมาย

นายนกุล เซห์กัล หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน (ร่วม) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า “ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้บรรลุเป้าหมายที่สำคัญในไตรมาสแรกของปี 2568 โดยเป็นครั้งแรกที่รายงานกำไรสุทธินับตั้งแต่การควบรวมกิจการ บริษัทฯ สามารถสร้างกำไรสุทธิหลังหักภาษี 1.6 พันล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่บริษัทได้ให้คำมั่นสัญญาไว้กับผู้ถือหุ้น ทั้งนี้ บริษัทยังคงรักษาแนวโน้มการทำกำไรไว้ได้อย่างต่อเนื่อง  โดย EBITDA ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในไตรมาสนี้ แม้จะมีความท้าทายจากรายได้รวมที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยตามฤดูกาล”

ในไตรมาสแรก รายได้จากการให้บริการ (ไม่รวมรายได้จากค่าบริการเชื่อมต่อโครงข่าย หรือ IC ) ปรับตัวดีขึ้น 0.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา โดยได้แรงหนุนจากการเติบโตของของรายได้ในกลุ่มธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่และธุรกิจออนไลน์ ในขณะที่รายได้ของกลุ่มธุรกิจโทรทัศน์บอกรับสมาชิกลดลง ทั้งนี้ รายได้จากการให้บริการในไตรมาส 1/2568 ได้รับผลกระทบจากปัจจัยตามฤดูกาลและรายได้จากการโรมมิ่งภายในประเทศที่ลดลง อย่างไรก็ตาม หากไม่รวมผลกระทบดังกล่าว รายได้จากการให้บริการปรับตัวดีขึ้น 0.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน และไตรมาสก่อน ทรู คอร์ปอเรชั่น รายงานรายได้รวมเติบโต 0.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน การปรับตัวดีขึ้นของรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์เทียบกับไตรมาส 1/2567 ได้รับผลกระทบบางส่วนจากรายได้ค่าเช่าเครือข่ายที่ลดลงอันเป็นผลจากการโอนย้ายผู้ใช้บริการออกจากคลื่น 850 MHz ซึ่งจะหมดอายุสัมปทานในเดือนสิงหาคม 2568

สำหรับไตรมาส 1/2568 ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (ไม่รวมค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย หรือ D&A) ลดลง 5.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน ต้นทุนเครือข่ายลดลง 4.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักจากการรับรู้ผลประโยชน์จากการดำเนินการพัฒนาเครือข่ายให้ทันสมัยและการจัดซื้อจัดจ้าง ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ลดลง 16.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยได้รับผลประโยชน์จากการประหยัดต้นทุนจากการปรับโครงสร้างองค์กรให้ทันสมัย การริเริ่มกลยุทธ์ทางการตลาดใหม่ ๆ และประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ที่ดีขึ้น ทั้งนี้ ด้วยการบูรณาการกรอบการดำเนินงานที่มุ่งเน้นความสามารถในการทำกำไรอย่างยั่งยืน ทรู คอร์ปอเรชั่น ยังคงสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง

ทรู คอร์ปอเรชั่น บันทึกการเพิ่มขึ้นของ EBITDA จำนวน 5.8 พันล้านบาท นับตั้งแต่การควบรวมกิจการ ซึ่งแสดงถึงการปรับตัวดีขึ้นของ EBITDA อย่างต่อเนื่อง ในไตรมาส 1/2568 EBITDA เพิ่มขึ้น 7.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน และ 0.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน การเติบโตของ EBITDA มาจากการรับรู้ผลประโยชน์จากการควบรวม และวินัยทางการเงิน อัตราส่วน EBITDA ต่อรายได้จากการให้บริการปรับตัวดีขึ้น 4.0 จุดเปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 61.2% สำหรับไตรมาสแรกของปี 2568

ในไตรมาสที่ 1/2568 ทรู คอร์ปอเรชั่น รายงานกำไรสุทธิหลังหักภาษีเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ควบรวมกิจการที่ 1.6 พันล้านบาท สำหรับไตรมาสนี้ ทรู คอร์ปอเรชั่น บันทึกผลกระทบเชิงลบที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว (one-time costs) จำนวน 2.9 พันล้านบาทที่เกี่ยวข้องกับการด้อยค่าสินทรัพย์จากการดำเนินการพัฒนาเครือข่ายให้ทันสมัย เมื่อปรับปรุงผลกระทบจากรายการครั้งเดียวและผลประโยชน์ทางภาษีในไตรมาสที่ 1 ปี 2568 จำนวน 160 ล้านบาท กำไรสุทธิหลังหักภาษีมีจำนวน 4.3 พันล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักจากการปรับตัวดีขึ้นของ EBITDA และการลดลงของค่าเสื่อมราคา ค่าตัดจำหน่าย รวมถึงต้นทุนทางการเงิน ค่าใช้จ่ายด้านการลงทุน (CAPEX) สำหรับไตรมาส 1/2568 อยู่ที่ 5.5 พันล้านบาท โดยเกือบครึ่งหนึ่งเป็นต้นทุนการบูรณาการที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการพัฒนาเครือข่ายให้ทันสมัย

LATEST NEWS

GC เสนอขายหุ้นกู้ต่อประชาชนทั่วไป 2 ชุด อายุ 7 ปีที่อัตราดอกเบี้ย 2.65% ต่อปีและ 10 ปีที่อัตราดอกเบี้ย 3.00% ต่อปี พร้อมเดินหน้าบริหารโครงสร้างเงินทุนเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ผู้นำในธุรกิจเคมีภัณฑ์ระดับสากลและแกนนำธุรกิจเคมีภัณฑ์ของกลุ่ม ปตท. เสนอขายหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ ซึ่งผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิไถ่ถอนก่อนครบกำหนด ต่อประชาชนเป็นการทั่วไป (Public Offering) โดยหุ้นกู้แบ่งเป็น 2 ชุด ได้แก่ หุ้นกู้รุ่นอายุ 7 ปี อัตราดอกเบี้ย 2.65% ต่อปี และรุ่นอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.00% ต่อปี เปิดจองซื้อ 3 ช่วง ระหว่างวันที่ 14–21 กันยายน 2569 โดยหุ้นกู้ดังกล่าวได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ AA-(tha) จากฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569

WHART ทุ่ม 2.5 พันล้านฮุบ WGCL ล็อกสัญญาเช่า 30 ปี ชูจุดแข็งคลังสินค้า Built-to-Suit เคาะราคาขายสูงสุด 11.10 บาท เปิดจองหน่วยเพิ่มทุน 21 ก.ย.-1 ต.ค.

กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าดับบลิวเอชเอ พรีเมี่ยม โกรท (WHART) เดินหน้าขยายพอร์ตต่อเนื่องด้วยการเข้าลงทุนใน WGCL ศูนย์กระจายสินค้าระดับสากลบนทำเลยุทธศาสตร์ EEC มาบตาพุด จ.ระยอง มูลค่ารวมไม่เกิน 2,507.60 ล้านบาท สินทรัพย์คุณภาพสูงแบบ Built-to-Suit พื้นที่รวม 99,390 ตร.ม. พร้อมสัญญาเช่าระยะยาว 30 ปี ดันมูลค่าทรัพย์สินรวมทะลุ 56,000 ล้านบาท เปิดจองซื้อหน่วยทรัสต์เพิ่มทุน ผู้ถือหน่วยเดิมจอง 21 – 25 ก.ย. และประชาชนทั่วไป 28 ก.ย.-1 ต.ค.69 นี้

NER โดดเด่นครึ่งปีหลัง โบรกเกอร์เชียร์ “ซื้อ” เคาะราคาเป้าหมายสูงสุด 6.50 บาท รับอานิสงส์ราคายางฟื้น-Supply ตึงตัว คาดกำไรปี 69 แตะ 1.8 พันลบ. ชูจุดเด่น PE ต่ำกลุ่มสินค้า EUDR

นักวิเคราะห์แนะนำ “ซื้อ” หุ้น บมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) ให้ราคาเป้าหมายสูงสุด 6.50 บาท/หุ้น มองแนวโน้มผลการดำเนินงานครึ่งหลังปี 69 มีโอกาสฟื้นตัวโดดเด่น ตามทิศทางราคายางที่ปรับตัวสูงขึ้นจากภาวะ Supply ในตลาดที่ตึงตัว พร้อมมอง NER เป็นหนึ่งในผู้ผลิตยางแท่งไทยที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากมาตรการ EUDR ของยุโรป หากเริ่มบังคับใช้ ขณะที่คาดกำไรทั้งปีมีโอกาสแตะ 1.8 พันล้านบาท และราคาหุ้นยังมีจุดเด่นจากค่า PE ที่อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับกลุ่มผู้ผลิตสินค้า EUDR

RELATED